Hippogo149's profileHippogo149BlogListsGuestbook Tools Help

Hippogo149 _

Occupation
Location
Interests
Develop your Go skills

Hippogo149

Hippogo149's spaces
Direct links to blog entries
Thanks for visiting!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
อยากได้ไปสอนที่ชมรมจังเลยครับ
ถ้าได้ช่วยส่งให้ผมหน่อยนะคับ
June 18
คนอะไรไม่รู้....เก่งแล้วยังใจดีอีก

ขอบคุณนะค๊ะสำหรับความรู้...ที่แบ่งปันกัน

จากใจเรยค่าาาาาาาา

^________^~
Jan. 31
สอนวิธีอัพโหลดไฟล์ด้วยโปรแกรม cuteFTP หน่อยดิคะ พลีท ได้โปรด
Jan. 10
สุดยาดเลยนอย
Nov. 4
สุดยอดเลยนาย
May 28
ไม่ได้เข้ามาดูนาน
เดี๋ยวนี้ฮิปโปโก๊ะมีเพื่อนใหม่เยอะ
 
ถึงว่า.......
ลืมเพื่อนเก่า
 
 
May 17
ก๊อกๆๆๆ
มีใครอยู่ป่ะ
คิดถึง
คิดถึง
คิดถึง
คิดถึง
คิดถึง
.
.
.
.
โน ลิมิต
 
 
แง๊บๆ
Apr. 19
ขอบคุณที่รับแอดนะคะ คุณฮิปโป
Apr. 14
MaXiMuMwrote:
หวาดดีจ้าปอ  แวบมาเยี่ยมอ่ะ สเปดปอนี่ดีจังมีแต่ความรู้เยี่ยมไปเรย
Oct. 15

Hippo's Highlight

 
7/4/2009

Hippo in US - ฮิปโปไดอารี่ 2 ต้อนรับปีไก่

สวัสดีค้าบ

วันนี้ก้อขึ้นปีใหม่แล้ว วันที่ 2 มกราคม 2005 ฮะ
ก้อผ่านพ้นเวลามาประมาณสองเดือนกว่าจากการสอบกลางภาคครั้งที่แล้ว
จาก Fall ก้อมาเป็น Winter
จากหญ้าเขียวใบไม้เหลือง ก้อมาเป็นพื้นขาวต้นไม้โกร๋น
จากช่วงเวลาอันยากลำบากของการสอบปลายภาค เป็นช่วงเวลาพักผ่อนและความเงียบเหงา
จากความหนาวของหิมะที่ปกคลุมไปทั่ว เป็นการละลายของหิมะและการลงของเมฆหมอก
จากค่ำคืนของปี 2004 เป็นเช้าวันใหม่ของคริสต์ศักราชใหม่ 2005
สวัสดีปีใหม่ปีไก่ใหญ่กว่าเดิม จ้า



ย้อนไปเมื่อสองเดือนก่อน...

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม 2004
วันนี้เป็นวันที่รู้ชะตาแนวโน้มเกรดการเรียน ที่จะบอกได้ว่าอนาคตจะล่มจมหรือรุ่งโรจน์
ใช่แล้วคับวันนี้ เป็นวันที่บอกคะแนนสอบย่อยสองวิชา เป็นวิชาสำคัญซะด้วย
วิชาแรก Advanced C Programming ได้
99 จาก 100 จ๊าก!! อนาคตสดใสอนาคตออเร้นจ์
ไม่น่าเชื่อเป็นไปได้ไง ไม่ได้ไปบนศาลเจ้าไว้ที่ไหน เมืองนอกไม่มี
โบสท์ก้อไม่ได้เข้า เหอเหอเหอ
จำได้ว่าตอนทำข้อสอบ
มั่วไปหลายข้อ แต่ดันถูกหมด (ข้อสอบอัตนัย)  
ข้อที่ไม่มั่วกลายเป็นข้อที่เสียคะแนนไปแทน
ฮ่วย ข่อยเสียดาย
อีกนิดเดียวก้อได้ร้อยเต็มแร้ว
ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง หน้าบานไม่ทันหุบ
ก้อต้องหน้าจ๋อย เมื่อเจอคะแนนวิชา Digital Logic Design เพราะได้คะแนน
14.5 เต็ม 24
ดูเผินๆเหมือนคะแนนจะดี แต่มันตกมีนครับ
ถ้ามีนคือซี ต่ำกว่ามีนล่ะเป็นอะไร ปอก้อลองนั่งคิดดู
เอาน่า ยังมีสอบอีกหลายครั้ง
ปลอบใจตัวเองไปก่อน
แต่ดีไม่ดีอาจจะเอฟก้อได้นะ ฮือๆๆๆ

วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม 2004
พักจากการสอบย่อยที่คร่ำเครียด ด้วยอาหารเริศหรู
เพราะว่าวันนี้มี Halloween party ฮิ้ววว
รุ่นพี่คนไทยที่มาอยู่ที่นี่เค้าจัดปาร์ตี้เลี้ยงกัน
ที่จริงก้อไม่รู้เรื่องอะไรหรอก อยู่เมืองนอกไม่รู้ว่าเค้ามีอะไรกันมั่ง
เขาให้ไปไหนก้อปาย
แบบว่าอยู่หออะนะ คงไม่มีเด็กที่ไหนมาเคาะห้อง ร้องทริกออร์ทรีทหรอก
ทีนี้จะไปงานนี้ได้ก้อต้องแต่งชุดแฟนซีไป
ไอ้เราก้อมาอยู่ใหม่ ชุดเชิ้ดอะไรก้อไม่ค่อยจะมี
นับเป็นปัญหาที่ขบคิดได้ไม่ตกจริงๆ
แต่งชุดอะไรดีน๊า
นึกถึงผีก้อต้อง
กระหัง เอ่อคงไม่เหมาะกะหน้าตาอย่างเรา
กุมารทองล่ะ ไอ้เราก้อเกินวัยซะแล้ว
หรือจะเป็น ผีไม้เสียบลูกชิ้นดี ส่วนสูงกะรูปร่างก้อใช้ได้ อืมมม
สุดท้ายพี่เค้าบอกไม่ต้องแต่งผีก้อได้ แต่งแบบแฟนซีๆก้อพอ อ๋อ โธ่เอ้ยย
พี่เค้าก้อพาไปซื้อชุดอุปกรณ์ ก้อปิ้งไอเดียขึ้นมา
เนื่องจาก อุปกรณ์ราคาถูก + ความง่าย
ก้อเลยได้มาเป็น บรู้ซ ลี ไอ้หนุ่มกังฟู



วันพฤหัสที่ 4 พฤศจิกายน 2004
ผ่านมาสี่วันก้อมีงานมาอีก
คราวนี้เป็นแร็บคอนเสิร์ต จัดใกล้ๆกะมหาลัย
แต่ทว่า
พลาดท่า อดไปคับ แบบว่ากะเวลาผิดเลยไปไม่ทัน
วางแผนไว้ว่าจะไปซื้อของช้อปปิ้งก่อน ไปกับพี่ต็อบ(รุ่นพี่ที่เรียนอยู่ที่นี่)
เวลาไปไหนมาไหนก้อต้องติดรถคนอื่นไปน่ะคับ รถเมล์อะไรไม่ค่อยมี
ช้อปเพลินเลยเวลาที่วางแผนไว้หน่อยไม่เป็นไร
แต่ดันลืมกุญแจไว้ในรถอีก
อ้าว ซวยเลยทีนี้
เดินมาหลังจากซื้อข้าวปลาอาหารเสร็จ เปิดท้ายรถ
เห็นท้ายรถ รกไปหน่อยแฮะ จัดจัดจัด
เอาข้าวของที่ซื้อมา ใส่เข้าไปจัดว่างให้เรียบร้อย
ปึง.. ปิดท้ายรถ
"เอ้ยยยย กุญแจอยู่ไหน" พี่ต๊อบร้องโวยวาย
"อย่าเล่นมุขดิพี่" ปอพูดเหมือนไม่เชื่อ
...
ไม่มีใครเปิดประตูรถได้คับ
สุดท้ายเลยต้องนั่งรถคนอื่น ให้ไปส่งที่บ้าน เพราะมีกุญแจสำรองอยู่
แล้วก้อกลับมาไขรถอีกที
เลยอดไปแร็บโย่กะเขาด้วยเหตุนี้แล
อะ ไหนๆก้อไหนๆ ก้อไปช้อปปิ้งกันต่อดีกว่า วี้ดวิ้ว

มาทีนี้รู้สึกไม่ค่อยดี เพราะไม่ค่อยได้ไปงานหรือทำกิจกรรมเท่าไหร่
เนื่องด้วยการบ้านกองบานตะไทแล้วไหนจะความขี้เกียจอีก ทำให้พลาดโอกาสไปหลายงาน
อย่างเช่น มีการสอนวิธีกินอาหารแบบหรูหรา ที่แบบ มีช้อนส้อมอย่างละไม่ต่ำกว่าสามอัน
กินไล่จากนอกมาในมีซุปสลัด อะไรเทือกนั้น อันนี้ไม่ได้ไป
ช่วงฮาโลวีนก้อมีไปรวมตัว ทำการแกะสลักฟักทองกัน ทั้งคว้านทั้งเจาะ
ท่าทางน่าสนุก อย่างตัดม้าาง ก้อไม่ได้ไป
อีกอันเป็นการแข่งขันบาสเก็ตบอล แต่ไม่ใช่เอ็นบีเอนะ จัดในมหาลัย
น่าไปดูเหมือนกัน ไม่รู้เป็นไง
จะไปอยู่แล้วเชียว แต่ป๋มลืมวันลืมคืน เลยอดไป
ที่สำคัญที่สุด งานกินฟรี อีกหลายต่อหลายงาน ชวดหมด เฮ้อ
ไม่งั้นก้อคงจะมีเรื่อง ไปเล่าให้ลูกให้หลานฟังอย่างคนอื่นเค้ามั่ง
ว้าาาา

วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2004
ฮ่ะฮ่า ที่ไปซื้อของช้อปปิ้งก้อเพราะว่าวันนี้มีงาน Thai Culture Hour นั่นเอง
แปลลวกๆว่า ชั่วโมงวัฒนธรรมไทย นะฮะ
เป็นงานแนะนำว่าประเทศไทยว่าเป็นไง มีอะไรน่าสนใจบ้าง
แน่นอนว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคืออาหารไทย
ฉะนั้นคนไทยก้อมาช่วยทำอาหารกันที่ห้องผมเอง
เมนูอาหารก้อน่าสนใจมาก ทั้งยำวุ้นเส้นกะกุ้ง ข้าวเหนียว น้ำตกเนื้อ แกงเขียวหวานไก่
มีเส้นขนมจีนด้วย ดูไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่
เครื่องดื่มเป็นชาเย็นใส่นม ตบท้ายด้วยของหวาน สลิ่มใส่ผลไม้และน้ำกะทิ หวานมันๆ
อู๊ยยย น้ำลายส่อ ไม่ได้กินแบบนี้มานาน
ไม่น่าเชื่อฝรั่งถึงกับน้ำมูกน้ำตาไหลปลื้มปิติกับความอร่อยของอาหารไทย
ใช้กระดาษทิชชู่กันแทบไม่พอเลยทีเดียว
หะ อะไรนะ ไม่อร่อยเหรอ อ่อที่แท้มันเผ็ดไป
นี่ขนาดลองชิมดูก่อนแล้วนะ แบบว่าใส่พริกน้อยสุดๆ ใส่น้ำเบิ้ลไปไม่รู้เท่าไหร่
อิอิอิ

ก้อเสร็จงานเป็นที่สนุกสนานกันไป ทิ้งไว้ก้อแต่อาหารเหลือเพียบ(เผ็ดไป)
ที่แย่กว่านั้นคือ ต้องล้างจานชามเครื่องไม้เครื่องมือเครื่องครัวด้วยนะสิ
อ๋อยยย เพราะว่าตอนเค้าทำอาหารกัน ผมไม่ได้ทำด้วย ทำอาหารไม่เป็น
ได้แต่ดูเค้าทำกัน ผมก้อเลยต้องมายืนล้างจานหัวโตเรย
ตอนล้างจานเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย
กำลังล้างจานอยู่ คนอื่นเค้าดีดกีต้าร์ร้องเพลงกัน
ปอก้อฟิตร้องเพลงไปด้วย
ตอนล้างช้อนชามส้อมถาดก้อปกติดี ยืนขัดถูๆไป
แต่พอล้างมีด เกิดคึกขึ้นมาร้องเพลงฮาร์ตคอร์
โดนมีดบาดเลยคับ
เรียกว่าได้จังหวะดีทุกอย่าง ทำไมต้องเป็นตอนล้างมีดด้วยน๊า
ซึมไปเลย..
เขาเลยให้มานั่งพัก ไม่ต้องล้างจาน
หึหึ ที่จริงเป็นแผนขี้เกียจล้างจาน
ล้อเล่นน่ะ อุบติเหตุจริงๆ
หายซ่าไปอีกนาน เวลาล้างมีดก้อระมัดระวังหน่อยนะค้าบ

วันอาทิตย์ที่ 14  พฤศจิกายน 2004
วันนี้ก้อเป็นวันธรรมดาอีกวันนึง ที่ต้องนั่งทำการบ้านกองเป็นภูเขาไฟ
แต่พิเศษตรงที่วันนี้มีนัดกินก๋วยเตี๋ยวกันที่บ้านรุ่นพี่คนไทย
ดูละครไปด้วย เรื่อง แม่ครัวหัวเห็ด จากเทป ไม่รู้พี่เค้าเอามาจากไหน
ดูแล้วก้อขำดี สาวทอม กับ หนุ่มคุณชายจากเมืองนอก ซึ่งทั้งคู่ไม่ชอบพอกันเท่าไหร่
แต่โดนพวกผู้ใหญ่ บังคับให้แต่งงานกัน
อืมมม พล็อตเรื่องสุดคลาสสิค ตอนจบคงลงเอยกันด้วยดี
ก้อกินไปดูไป (บ่นไปขำไป) อิ่มหน่ำสำราญ ประมาณวันหยุดที่แสนสุข
แต่ผมไม่ค่อยสุขด้วยเท่าไหร่
การบ้านล่ะ การบ้านล่ะ ท่องอยู่ในใจ
กว่าจะกลับก้อปาเข้าไปสี่ทุ่ม
โอยยย พรุ่งนี้เรียนเต็มวันนะเนี้ย
อริสโตเติ้ล ช่วยลูกช้างด้วย

วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2004
นั่งทำรายงานตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตีห้าครึ่ง!!
มีเรียนตอนเช้า ตั้งแต่เก้าโมง ต้องตื่นแปดโมง
เรียนเสร็จสิบเอ็ดโมง ทำแล็บต่อตอนเที่ยงครึ่ง อีกสามชั่วโมง
มีเวลาพักหายใจสิบห้าที ก่อนจะต้องเข้าฟังบรรยายพิเศษที่ต้องเขียนบทความส่ง
แล้วมีอีกวิชาภาคเย็น ห้าโมงสี่สิบห้า ถึงหนี่งทุ่ม
ไม่ไหวแล้ว วันมหาวิบัติเหนื่อยจริงๆ
โดดซะเรยวิชาสุดท้าย อาจานหัวไข่ดาวคงไม่ว่า
ขอกลับบ้านนอนหน่อยเหอะ
อยากจะบอกว่าพรุ่งนี้มีสอบสองวิชานะ
ยังไม่ได้อ่านเตรียมตัวเลยแม้แต่น้อย

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน 2004
วัดชะตาอีกครั้ง กะสองวิชาเดิม อ่านหนังสือไปวิชาละหนึ่งชั่วโมงก่อนสอบ
ไม่ต้องพึ่งปาฏิหาริย์ที่ไหน
หนูทำได้ เย้วววว
ทั้งสองวิชา
Advanced C Programing ได้ 46 / 50
Digital Logic Design ได้ 24 / 24
ปอประหลาดใจเหมือนกันที่ทำได้
เหตุอาจจะเป็นเพราะว่า อาจารย์ให้การบ้านเยอะ
และปอก้อต้องทำเองตลอดด้วย ถามใครก้อไม่ได้ เพราะพูดไม่ค่อยเก่ง
ไม่มีใครให้พึ่ง ไม่มีใครให้ลอก เหมือนตอนอยู่ที่เมืองไทย
ผลกรรมเลยตามทัน อืมม์
ที่จริงข้อสอบออกมาง่ายด้วยล่ะ จะคล้ายๆการบ้านที่ให้มา
เอาตัวรอดไปได้อีกครึ้งนึง
เคยคิดเหมือนกันว่า ฝรั่งเค้าไม่เน้นเรื่องการสอบเหมือนที่เมืองไทยเท่าไหร่
จะเน้นให้ทำการบ้านมากกว่า อย่างเวลาสอบงี้ ไม่มีการต้องมาจัดห้องสอบอะไร
เรียนห้องไหนหรือห้องเรียนตอนเรียนเป็นไง ตอนสอบก้อเป็นงั้น
ไม่มีคนที่คิดจะลอกหรือทุจริตเท่าไหร่ หรืออาจจะมีเยอะก้อได้ ผมไม่เห็น
อันนี้ก้อแปลกใจ ทำไมรู้สึกเหมือนไม่มีคนลอกกันน๊า
อยากให้เมืองไทยเป็นงี้มั่ง

วันพฤหัสที่ 18 พฤศจิกายน 2004
ผมทำเรื่องผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตไปอะ...

ด้วยความไม่รู้เท่าถึงการ..

ผมทำผู้หญิงท้อง!!

ล้อเล่นน่า ^-^
แต่ผมพลาดไปแล้วจริงๆนะ
เผลอไปลบ Audio Driver เข้า
รู้ตัวอีกที โน๊ตบุ๊คปอก้อกลายเป็นใบ้ไปซะแล้ว

ห้องนี่ไร้สำเนียงเสียง
โลกมืดมัวลงในทันใด
เหมือนเสียงของชีวิตได้หายไป
เฝ้าตามหาชีวิตชีวาให้กลับมาอีกครั้ง

ออกมาเป็นกลอนเลยแฮะ
ทำไงดีๆๆๆ ฮือๆๆๆๆ โฮๆๆๆๆ
ก้อแค่อยากจัดระเบียบเครื่องใหม่ ลบโปรแกรมที่ไม่จบเป็น
จะได้ดูไม่รกหูรกตา มีที่จัดเก็บที่ว่างมากขึ้น
เท่านั้นละคับ
ตอนแรกนึกว่าเป็นโปรแกรม เล่นเอ็มพีสามอะไรอย่างนั้น
อันอินสตอลไปคงไม่มีปัญหาอะไร
อิอิ ก้อพึ่งรู้จักคำว่า Driver ก้อวันนี้แหละ ไม่เคยรู้มาก่อนเลย
โง่จริงๆเลยเรา
แต่ตอนนี้เสียงกลับมาแล้วฮะ
ใจหายวาบ ที่แท้ก้อแอบไปพักร้อนนี่เอง ฮุ้ๆๆ

วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน 2004
ขอโม้หน่อยๆๆ
ขอบอกๆๆๆ
วันนี้วันเดียวเขียนเอสเส่ สองเอสเส่ รวมทั้งสิ้นอย่างน้อย 1000 words แน่ะ
เย้เย้เย้เย้

วันพฤหัสที่ 26 พฤศจิกายน 2004
เมื่อวาน Thanks Giving Day วันที่ไก่งวงทั้งหลายจะต้องตาตื่นแตกฮือ
แต่วันนี้ เขาเรียก  Black Day อะไรเนี้ยแหละ ก้อคือวันหลังวันขอบคุณพระเจ้า
คนจะต้องแหกตาตื่นแทนไก่งวงแทน
เพราะวันนี้ตามห้างทั้งหลายจะลดกระหน่ำแบบไม่อั้นล้างสต็อก
ซีดีเปล่าห้าสิบแผ่นฟรี! หลังจาก rebate
ฮาร์ตดิส 160 GB ประมาณแค่ร้อยกว่าเหรียญเท่านั้น
ก้อพึ่งเคยเห็นคับ คนต่อคิวกันตั้งแต่ตีห้า ตั้งแต่ห้างยังไม่เปิด
คนเยอะจริงคับ คิวยาวเป็นหางว่าว
ผมไปตอนห้างพึ่งเปิด
กองทัพหนอนกำลังเคลื่อนพลเข้าห้างพอดี
ช้อปปิ้งกันให้อุตลุต เต็มคับเต็มทุกที่ ของหมดเร็วมาก
ถ้ารอไปซื้อตอนกลางวัน ของดีดีคงไม่เหลือแล้ว
ผมก้อไปแย่งซื้อของกะเค้าด้วย หกห้าง ได้ของมาเพียบ
คนอื่นได้เพียบนะคับ ผมได้ถุงมือมาอันเดียว แหะๆ
ไม่รู้จะซื้ออะไรหนิ

ตอนกลางคืนมีเปิดไฟประดับต้นคริสมาสยักษ์ต้อนรับหน้าหนาวที่จะมาถึง
มีจุดพลุดอกไม้ไฟให้ดูด้วย
เหมือนเคยคับ ไปสายเลยอด
เห็นแต่ตอนเค้าเปิดไฟเสร็จแล้ว
อด อด อด ไว้ปีหน้าฟ้าใหม่ละกัน

วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2004
หลังจากวันหยุดอย่างกับสวรรค์ ห้าวันในช่วงThanks Giving Day
ก้อต้องเผชิญกับฝันร้ายที่เลี่ยงไม่ได้
นั่นก้อคือเทศกาลสอบปลายภาคที่ตามมาติดๆ
กับการบ้านที่ทวีความรุนแรงขึ้น การบ้านเยอะอยู่แล้ว
แต่มันยากด้วยสิคับ การบ้านชิ้นนึง
ปกติใช้เวลาทำสี่ชั่วโมง คราวนี้ล่อไปสิบชั่วโมงยังไม่เสร็จ
มันแก้ไม่ได้โว้ยย เครียดๆๆ
คือถ้ามันได้ก้อโอเคนะคับ อันนี้นี่นั่งเฉยๆหน้าจอคอม
เกาหัวเกาคางแกร๊กๆ เป็นชั่วโมงๆ
ลองคิดดูสิคับนั่งอยู่บนโต๊ะทั้งวันน่ะ
เป็นอย่างนี้อยู่หลายวัน เรียนเสร็จกลับมาทำการบ้าน
ก่อนเข้าสัปดาห์สอบมีการบ้านค้างรอส่งอยู่ประมาณเจ็ดอัน
เครียดหนัก ขนาดรู้สึกเหมือนตัวเองถูกตัดขาดออกจากโลก
มีตัวตนอยู่แต่ในห้อง

การบ้านชิ้นที่ลำบากสุดก้อคือต้องเขียนแล็บโน๊ตบุ๊ตครับ
คือต้องเขียนสรุปขั้นตอนวิธีการทำการทดลองทั้งหมด เจ็ดแล็บ(ทั้งเทอม)
รวมทั้งทำแบบฝึกหัดก่อนและคำถามท้ายการทดลอง ต้องมีทำภาพประกอบอีกตังหาก
ทำสั่วๆก้อไม่ได้ซะด้วย เพราะวิชาแล็บตัวนี้ ปอได้คะแนนแย่ที่สุดในห้องมาตลอด
พอดีทำรายงานไม่เป็น โดนหักคะแนนไปเยอะ
เหลือเวลาทำเพียงแค่หนึ่งอาทิดกะอีกสองวันก่อนกำหนดส่ง
แล้วการบ้านอันอื่นอีกล่ะ อ้าาากกก
อ่านหนังสือสอบอีกล่ะ อ้าาากกก
วันกำหนดส่งก้อคือวันเดียวกับวันสอบนั่นแหละคับ

ผมมีกำหนดการสอบดังนี้คับ
วันแรก มฤตยูร้าย ศุกร์สิบสามฝันหวาน เอ้ยไม่ใช่
วันจันทร์ที่สิบสาม สอบสองตัวเช้ากะบ่าย + ส่งการบ้านอีกสามอันตอนสอบ
วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัส วันศุกร์ สอบอีกวันละตัว
รวมหกตัวห้าวัน

เอ้ย
มีอะไรผิดพลาดรึป่าวเนี้ย ไม่มีวันหยุดเลยเรอะ
จะฆ่ากันเรอะ
ตายๆๆๆ ระบบฝรั่งมันเป็นงี้นี่เอง

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม 2004
มรสุมโถมกระหน่ำเข้ามาไม่หยุด
เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด อากาศหนาวขึ้นเรื่อยๆคับ
หนาวถึงขั้นเย็นยะเยือก
ลมพัด เกิดเสียงหวืดๆที่ข้างหู
ยิ่งพัดก้อยิ่งหนาว
หู นี่ชาจนแบบเจ็บแปล๊บๆเลยคับ
ในที่สุดหิมะก้อตก โปรยปรายจากท้องฟ้า
ตอนแรกคิดว่าหิมะเหมือนกับก้อนน้ำแข็ง
แต่นี่เป็นเหมือนกระดาษโฟมมากกว่า เบาและนิ่ม
เป็นละอองเล็กๆ ปลิวว่อนไปตามทิศทางลม
พอแตะมือปุ้บก้อละลายหายไป
หิมะยังตกไม่หนักมาก
แต่บันดาลให้ผู้คนต้องหลบอยู่ในบ้าน
ส่วนผมยังต้องฝ่ากระแสลมหนาวไปเรียนตามปกติ
พร้อมกับพ้นควันออกมาทางปากโดยไม่ต้องสูบบุหรี่
อิอิ เจ๋งแฮะ สนุกดี
จะป่วยเป็นหวัดมั้ยเนี้ย...

ขมักขเม้นทำแล็บโน๊ตบุ๊คมาร่วมอาทิตย์ ในที่สุดก้อเสร็จจนได้
จนถึงวันนี้ยังไม่ได้อ่านหนังสือสักตัว
มีเวลาไม่มากที่จะอ่าน กลับได้รับอีเมลล์ด่วน
ขอความช่วยเหลือจากพ้าร์ทเน้อร์แล็บ
บอกว่าไม่เข้าใจแล็บเลย และให้ช่วยเรื่องทำรายงานหน่อย
ผู้น้อยจึงจำเป็นต้องเบิ่งออกจากหอ ออกเดินทางทำการกู้ภัยพ้าร์ทเน้อร์ตัวน้อย
ที่เทือกเขาห้องสมุดที่อยู่ห่างไกลออกไปสามสิบนาทีเดินเท้า
สภาพอากาศย่ำแย่ ท้องฟ้ามืดสนิท ผู้คนจางหาย เหลือเพียงเสาไฟส่องทางโดดๆเท่านั้น
ถึงจะเลวร้ายเพียงไรก้อต้องสวมใจฝ่ายธรรมะพุ่งเข้าช่วยเหลือ
อย่างที่บอก วิชาแล็บนี่ผมได้คะแนนน้อยมาก ไม่ทำไม่ได้
สะพายเป้ จ้ำอ้าว มุ่งสู่เทือกเขาห้องสมุด มือสวมถุงมือที่พึ่งได้มาใหม่
แต่นแต้น เจ้าชายขี่ม้าขาวมาแล้ว
เอ่อ แล้วพาร์ทเนอร์ไปไหนล่ะคับ ปรากฎว่าพอไปถึงกลับไม่เจอเสียนี่
รู้อีกทีนั่งรถกลับบ้านไปแล้ว
เศร้าอีกแล้วคับทั่น คลาดเคลื่อนกันไปเพียงเล็กน้อย
พ้าร์ทเน้อร์ท้อใจรอไม่ไหว ทิ้งภาระกลับไปก่อน
รู้ดังนั้น ปอเลยเล่นหมากรุกย้อมใจ เสียเวลาไปอีกสามชั่วโมง
ไม่คิดคำนึงถึงการสอบที่จะมาถึงเลย..
พรุ่งนี่สอบแล้วนา

วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม 2004
วันนี้หิมะยังตกอยู่เช่นเคย เหมือนฟ้าจะร่ำไห้เป็นหยดน้ำตาสีขาว
แทนชะตากรรมเบื้องหน้าที่ต้องเผชิญ
แต่การบ้านทุกอย่างสามารถจัดการให้เสร็จเรียบร้อยทันเวลา
สอบตัวแรก
ESL For Academic Purposes II
เขียนเอสเส่ไปแบบรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ แต่ก้อโอเคละน่า
สอบตัวที่สอง
Electronic Devices & Design Lab หรือวิชาแล็บที่พูดถึงนั่นเอง
ตัวนี้ยากโคตร แบ่งเป็นสองส่วน  ส่วนคำนวณ และส่วนเนื้อหา
ส่วนคำนวณพอทำได้ แต่ส่วนเนื้อหาทำไม่ได้เลย เว้นว่างไปหลายข้อ
ขนาดมั่วยังมั่วไม่ออกลองคิดดู
จะเอฟก้อทีนี้แหละ เฮ้อ

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม 2004
สอบตัวที่สาม
Fundamental of English อาจานวิชานี้ใจดีคับ
ออกข้อสอบง่ายมาก แต่งานเยอะชะมัด

วันพุธที่ 15 ธันวาคม 2004
สอบตัวที่สี่
Linear Circuit Analysis II
อาจานหัวไข่ดาวสอนวิชานี้คับ แบบว่าเวลาสอน สอนตามหนังสือเปี้ยบ
แต่พอตอนสอบย่อยครั้งแรก
ออกประยุกต์สุดๆ มหากาพย์พลังพลิกโลกยาก
ออกมาค่าเฉลี่ยของห้องอยู่ที่ 17 / 40
หลังจากสอบครั้งแรก อาจานเค้าก้อมาพูดใหญ่เลยคับ
ว่าผิดหวังมากๆ ไม่นึกว่าจะทำกันไม่ได้ พูดแล้วพูดอีกว่า so disappointed
ครั้งหน้าเค้าอยากให้นักเรียนทำได้ดีกว่านี่
พอมาถึงสอบย่อยครั้งที่สอง
นักเรียนเตรียมกันมาอย่างดี ความมั่นใจเต็มเปี่ยม
แถมอาจานพูด ก่อนว่าคิดว่าไม่ยากจนเกินไป ความมั่นใจยิ่งเพิ่มพูน
พอเปิดข้อสอบออกมาปุ้บ โฮลี่จอร์จจ นี่หรือเมืองพุทธ
ข้อสอบมันยากมากครับ ในห้องสี่สิบคน เงียบสนิท มีเสียงถอนหายใจเป็นห้วงๆ
ได้ผลคับ คะแนนเฉลี่ยของห้องคราวนี้อยู่ที่ 11 / 40
หลังจากสอบครั้งที่สอง เหมือนเดิมคับ
อาจานก้อออกมาทำหน้าเครียด
"I am so disappointed" กรูว่าแล้ววววว
ก้อมีการพูดคุยกับนักเรียนกันเป็นขนานใหญ่ ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้
นักเรียนในห้องเห็นพ้องต้องกันว่าข้อสอบประยุกต์เกินไป
แต่อาจานก้ออธิบายว่า ถ้าเข้าใจเบสิกคอนเซ็ปท์จริงๆ ก้อต้องทำได้สิ
สุดท้ายอาจานก้อสอนแนวเดิม คือสอนแบบง่ายสุดๆ ตามหนังสือเป๊ะ
ข้อสอบไม่เป็นงั้นน่ะสิ

ถึงการสอบปลายภาค..
พระเจ้าขนมไข่ทอด!! นี่มันง่ายสุดๆหนิ
เป็นอันว่า ปอก้อรอดตัววิชานี้ไปอีกตัวนึง
พอลองกลับมาคิดดู ที่ข้อสอบปลายภาคออกมาง่ายน่าจะเป็นเพราะว่า
ระบบการศึกษาที่นี่มี การให้คะแนนอาจานผู้สอนกันอย่างจริงจัง
คือมีทุกวิชาและมีการโหวตอาจานที่สอนดีที่สุดด้วย
กลยาเป็นว่าอาจานคนไหนให้เอฟมากๆ มีสิทธิโดนไล่ออกได้
เอิ้ก นักเรียนเป็นใหญ่แฮะ
แต่อย่าลืมที่นี่ไม่ค่อยเน้นเรื่องการสอบนะ

วันพฤหัสที่  16 ธันวาคม 2004
สอบตัวที่ห้า
Advanced C Programming ผมเก่งคับวิชานี่ เอมาแน่

วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม 2004
สอบตัวสุดท้าย
Digital Logic Design ผมไม่เก่งคับวิชานี่ ทำไม่ได้ เอฟมาแน่
เฮ้อ จบซะที สอบ
หลังจากวันนี้ก้อไปเล่นเกมลืมวันลืมคืน
ใช้ชีวิตช่วงปิดเทอมให้เต็มที่
เดี๋ยวจะได้ไปเที่ยวเท็กซัสแว้ววว

วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม 2004
ตอนนี้ผมอยู่เมือง ฮูสตั้น  รัฐเท็กซัสงับ
ผมก้อได้มาเที่ยวอดีตจุดปล่อยจรวด ออกนอกโลกที่
NASA's Johnson Space Center วะฮะฮะฮ่า
ก้อมาดูว่านาซ่ามีอะไรกันมั่ง ที่เค้าจัดแสดงก้อเป็นเรื่องของอดีตการปล่อยจรวดเป็นไง
ไปดูห้องบังคับการตอนที่คนขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์ได้
ไปดูชุดนักอวกาศ ไปดูสระน้ำขนาดยักษ์เอาไว้จำลองสภาพไร้น้ำหนัก
เวลานักบินต้องไปประกิบกระสวยอวกาศนอกโลก
ไปฟังบรรยายว่านักอวกาศอยู่ยังไงในสภาพสูญญากาศ
อย่างตอนนอนก้อต้องมีอะไรผูกไว้ ไม่งั้นเดี๋ยวลอยหัวโป้งเหน่ง
เวลาอาบน้ำ เขาให้น้ำแค่หกถ้วย เพราะว่าในอวกาศไม่มีบ่อน้ำให้ตักที่ไหน
น้ำจะเป็นน้ำรีไซเคิ้ลทั้งหมด
อาจจะรู้สึกแปลกๆไปบ้างถ้ารู้น้ำดื่มมาจากปัสสาวะตัวเอง
เวลาปลดทุกข์ก้อจะเป็นระบบดูดทั้งหมด ถ้าไม่ใช้ระบบดูด
เดี๋ยวก้อนขี้จะลอยมาติด ก้นตัวเองอีก
ฮะฮะ ฟังแล้วเหมือนจะดี แต่น่าเบื่อจังแฮะ
ดูดิสคัฟเวอรี่อยู่ที่บ้านยังดีกว่า
อ้ะ นั่น สาวเสื้อแดงๆ
หูวว น่ารักจังเยยยย ค่อยน่ามาขึ้นหน่อย อิอิอิ
ครับก้อพยายามแอบถ่ายรูปนะคับ แต่ก้อไม่สำเร็จสักที เลยไม่มีรูปมาฝากกัน
ถ้าถ่ายได้จะหาว่าโรคจิตอีก ไม่ถ่ายน่ะดีแล้ว
ถ้าได้มาเป็นพนักงานที่นี่ก้อดีนะคับ
ขนาดคนขายของกิฟท์ช้อป(ไม่ค่อยสวย) ยังใส่ชุดนักบินอวกาศเลย
ร้านอาหารที่นี่ก้อยังปรับเปลี่ยนไม่เหมือนใคร
มี โซล่าสลัดขายด้วย ไม่รู้เป็นไง กินแล้วบินได้รึป่าว
ที่จริงเขาบอกว่านักบินอวกาศก้อกินของเหมือนๆเรา ใช้ช้อนใช้ส้อมเหมือนกัน
ทำไมมันมีข้าวผัดนาซ่าหว่า
ไปเที่ยวครั้งนี้หมดไปไม่น้อยทีเดียว เจ็ดวันหกคืน
570เหรียญคับ

วันที่ 31 ธันวาคม 2004
ตั้งแต่กลับมาเที่ยวเท็กซัสวันที่ 21-28
ก้อมาพักที่บ้านเพื่อนต่อ ยังไม่ได้กลับหอตัวเองเลย
ที่น่าเสียดายคือหิมะหยุดตกแล้ว และก้อละลายเกือบหมด
หิมะที่เหลืออยู่ก้อกลายเป็นหิมะเน่าซะอีก (เปื้อนดินโคลนฝุ่น กลายเป็นก้อนสีดำๆ)
ยังไม่ทันจะได้ปั้นตุ๊กตาหิมะเล้ยย
ตุ๊กตาหิมะเบสิกไป
ต้องปั้นกำแพงเมืองจีนมีโดเรม่อนกระโดดข้ามมั่ง
หรือจะเป็นอังปังแมนทำท่าบินมีไม้เสียบอยู่ที่พุง หึหึหึ
อยากปั้นบ้างละเซ่
แต่เรื่องนี่ไว้คิดทีหลังคับ
มีโจทย์ที่ยากกว่านั้นอีก

ผมต้องซื้อของขวัญวันปีใหม่อ้าาาา
ต้องไปจับฉลากแลกของขวัญวันปีใหม่อ้าาา
คิดว่าหลายคนคงเจอปัญหาแบบนี้บ้างเหมือนกัน เลือกซื้อขวัญ
คิดหนักเลยนะ เกิดมายังไม่เคยเลือกซื้อของขวัญให้ใคร
อะไรที่มันดีๆมีคุณค่ามั่ง ไม่ซ้ำใคร ให้แล้วคนอยากได้ มีประโยชน์ อืมมม
คิดออกแต่ หนัง ซีดีเพลง หนังสือ ของพวกนี้จะไม่ซ้ำกะของที่มีอยู่แล้ว
แต่รู้สึกมันสิ้นคิดไปหน่อย
ไปเดินดูในห้างคับ มีอะไรพอจะเป็นของขวัญได้บ้าง ช่วยเลือกหน่อยจิ

1. หม้อไว้สำหรับต้มสปาเก็ตตี้ เทน้ำออกง่าย ราคาเหมาะสม
2. ชุดมีดเครื่องครัวครบชุด สามสิบกว่าชิ้น
3. ถุงนอน ไว้สำหรับตอนเดินทางไปไหนมาไหน ดูใหญ่ดี
4. ต้นไม้ปลอม ไม่ป่วย ไม่ไข้ เวลาอากาศหนาวๆ
5. หมอนหนุนรูปตัวยู ไว้สวมคอหลับนอน
6. เทียนกะน้ำมันหอม ไฟดับแล้วมีประโยชน์
7. อื่นๆใดๆ

ปอเลือก หมอนหนุนคอคับ เพราะว่ามันทำเป็นตุ๊กตาแมวด้วย มีประโยชน์ น่ารัก ฮุ้ๆๆ
แถมคนอื่นเค้าคงไม่มีกัน หม้อ ชุดมีด ถุงนอนคนอื่นเค้าคงมีกันหมดแล้ว
ต้นไม้ก้อไม่รู้ไว้ทำไร อันนี้แหละดีสุด

ใครซื้ออะไรให้เป็นของขวัญใครก้อบอกกันบ้างนะคับ
จะได้ไว้เป็นไอเดียเวลาเลือกซื้อขวัญคราวหน้าบ้างง้าบ

และแล้วก้อถึงปาร์ตี้เค้าดาวน์ในตอนค่ำ
คนมาตั้งมากมาย อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ อิ่มหน่ำสำราญกันไป
พุดคุย เฮฮา ครื้นเครง
ปีนี้ไม่เหมือนทุกปี ปีหน้าคงจะมีอะไรใหม่ๆ
เพราะปีนี้ผมไม่ได้นั่งนับถอยหลังคนเดียวอีกแล้ว...
ปีก่อนๆได้แต่นอนอืดอยู่บ้านดูทีวี เห็นคนอื่นเค้านับถอยหลังกัน
จบปีไปแบบเดียวดาย และแสนจะธรรมดา
แต่ปีนี่มีคนมานับถอยหลังกับผมตั้ง 17 คนแน่ะ
น้ำตามันอยากจะไหล

นับถอยหลังพร้อมๆกันนะคับ
10..
9..
8..
7..
6..
5..
4..
3..
2..
1..

.สุขสันต์วันปีใหม่ทุกคนครับ

<< ตอนที่แล้ว ||

7/1/2009

Hippo in US - ฮิปโปสอบกลางภาค

สวัสดีครับ

เช้าวันนี้ เช้าวันที่ 22 ตุลาคม 2004
ตื่นขึ้นมาพร้อมกะท้องฟ้าครึ้มๆ ไม่มีแสงแดด
มันไม่ค่อยมีแดดมาหลายวันแล้วล่ะคับ
พื้นถนนก้อเปียกๆ ปูเต็มไปด้วยใบไม้แห้งสีแดงส้มที่หลุดร่วงจากต้นไม้ใหญ่สองข้างทาง
ช่างเหมาะกะอารมณ์เปล่าเปลี่ยวหัวใจยิ่งนัก

หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาอันเลวร้ายของการสอบกลางภาคมาแล้ว
เดี๋ยวนี้จะตื่นเช้าแทบทุกวัน ตีห้า หกโมง เจ็ดโมง
ตื่นขึ้นมาเปิดโคมไฟสีเหลือง เปิดเพลงคลอ นั่งทำการบ้านเงียบๆ
ที่ตื่นเร็วก้อเพราะว่า...ใช่คับ ผมตื่นสายบ่อยๆ
แต่มันไม่ใช่แค่นั่นสิคับ
ผมตื่นสายวันสอบ...
เท่ มั้ยล่ะ ฮะฮ่า
เศร้า T_T
เลยต้องจัดตารางเวลาใหม่ นอนให้เร็วตื่นให้เช้า เฮ้อ

วันนั้น จะต้องส่ง writing project และไปต้องเขียน writer's statement ที่ห้องสอบ
เลยนั่งเขียน writing project จนถึงดึก 
จนเป็นเรื่องไงคับ คลาสเริ่มสอบเก้าโมงครึ่ง ตื่นซะเก้าโมงครึ่ง
ตื่นเวลาเดียวกับเวลาสอบเลย เป็นคนตรงเวลาซะไม่มีเลยเรา
ถึงแม้ว่าความรู้สึกที่กลางหลังจะเย็นยะเยียบ เม็ดเหงื่อก้อพุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
ออกตัว สตาร์ทเครื่อง เปลี่ยนเกียร์ วิ่งแจ้นไปด้วยรองเท้าแตะคู่เก่ง (คนมันไม่มีรถหนิคับ)
แทนที่จะต้องวิ่งไปห้องสอบเลย ก้อยังวิ่งไปทันทีไม่ได้คับ
ต้องไปปริ้นท์งาน writing project ที่ห้องสมุดก่อนอีก
เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าคอมห้องสมุดช้า
กว่าจะไปสอบก้อปาเข้าไปสิบโมงแล้ว ตายแน่ๆ
ไปถึง หอบหายใจเป็นควันในสภาพหัวกระเซิงๆ เหอเหอ
โชคดีที่อาจานยังให้สอบอยู่
writer's statement เค้าให้เขียนสี่สิบห้านาทีคับ
แต่ผมมีเวลาเขียนแค่สิบห้านาที !!!
แถมต้องเสียเวลานั่งหอบก่อนอีก คนมองกันใหญ่เลย
แหะแหะแหะ

นั่นเป็นวิชา Fundamentals of English
รู้สึกว่ามีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้นกะผมตลอด
เป็นความรู้สึกที่ว่าไม่ว่าพยายามเท่าไหร่ก้อไม่มีทางสำเร็จ
คงเคยรู้สึกกันว่ามันเป็นยังไง
ลองมาดูสถานการณ์ของผมในวิชาอื่นกัน

ต่อมาวิชา Digital Logic Design วิชานี้เตรียมตัวมาอย่างดี
ทำการบ้านด้วยตัวเอง
เสียเวลาไปเจ็ดแปดชั่วโมงสำหรับการบ้านชิ้นหนึ่งๆ
นั่งทำความเข้าใจ อ่านหนังสือ พร้อมก่อนสอบโดยไม่ต้องอ่านทวน
สบายมาก เบบี้
แต่ถึงเวลาสอบ ทำไม่ได้อะ แง๊ๆๆๆๆ
ทำไมข้อนี้ไม่เคยเจอมาก่อนอะ ไม่เห็นรู้เรื่อง
ที่จริงก้อคือ อาจานออกข้อสอบ บทที่สี่บทที่ห้า
แต่ผมเข้าใจว่าสอบบทที่สามกับบทที่สี่
สรุปคือ ทำได้แค่ครึ่งนึงเอง อืมมมม

วิชาต่อไป เป็นอังกิดอีกตัวนึง ESL for Academic Purposes II
ข้อสอบไม่ยากมาก ครึ่งนึงเป็นข้อสบแกรมม่า อีกครึ่งนึงให้เขียน essay
ไอตัว essay  นี่ให้เขียนอย่างน้อยห้าร้อยคำ แต่ให้เวลาแค่ชั่วโมงครึ่ง
ปกติผมจะเขียนย่อหน้านึงประมาณสามชั่วโมง งัมงัม
แบบนี้ใครจะไปทำทัน
"อ้ะ เดี๋ยวซี่ ใจเย็นๆๆ" คิดกะตัวเองเมื่อปอหันไปมองคนข้างๆ
คนข้างๆที่สอบด้วยเค้าเขียนไปขึ้นหน้าสามแล้ว
หันหัวไปมองอีกด้าน
โอ้ คนนี้เขียนยาวเป็นพรืด
ตะแคงไปมองแนวทแยง
อา อู้  อู้อี้อู้อี้ (พูดไม่ออก)
หันมาดูของตัวเอง
เกือบๆจะกระดาษปล่าวทำไมมันโล่งงี้นะ อ้ากกกก
คุณทำดีที่สุดแล้ว ไว้อาลัย
เขียนได้ ประมาณร้อยห้าสิบคำครับ จากที่โจทย์สั่งห้าร้อยคำ
น้ำตาตกไปอีกวิชา

ต่อกันที่ Linear Circuit Analysis II
อ่านหนังสือไปไม่แน่นพอ
ข้อสอบดันออกตรงที่ไม่ได้อ่านไปพอดี ซวยสุดๆ
ทำไม่ทันอีกตังหาก
แต่ไม่เป็นไร วิชานี้ยาก คะแนนเฉลี่ย อยู่ที่ 45%
ผมได้ 52.5%

วิชา Electronic Devices and Design Lab อันนี้ไม่มีสอบ
แต่มีส่งรายงาน
ทำรายงานไม่เป็น ไม่รู้รูปแบบ ตอนทำแล็บยังไม่รู้เรื่องอีกตังหาก
ได้ต่ำที่สุดในห้องเลยฮะ
 
สุดท้าย Advance C Programming
อาจานเค้าให้จดเนื้อหาเข้าห้องสอบได้หนึ่งแผ่น
แต่ผมไม่ได้จดไป ลืม!!! โฮๆๆๆๆ
คือแบบมันมีเขียนไว้ใน syllabus อยู่แล้วว่าเอาเข้าได้
เพียงแต่อาจานเค้าไม่ได้เตือนอีกทีตอนก่อนหน้านั้น
เซ็งหนัก
เฮ้อ~~~
แต่ทว่า ผมน่าจะได้เต็มวิชานี้นะ เอิ้ก
ทำได้วิชาแรกจ้าาา
อะไรอะไร มันคงไม่แย่ไปตลอดหรอกเนอะ

วิชาอังกิดสอง ได้คะแนนไม่แย่อย่างที่คิด อยู่ในระดับโอเค
ที่เขียน writer's statement สิบห้านาที ได้ 17 / 25
เพียงแต่คะแนนการเตรียมตัวจัดรูปแบบของ writing project ได้แค่ 1 / 10
ส่วน ที่เขียนไปร้อยห้าสิบคำในอังกิดตัวที่สองก้อได้ 68 / 75
อันนี้คงเป็นเพราะว่าอาจานใจดีมากๆ แต่คราวหลังทำอีกคงไม่ไหว
คะแนนยังไปได้ แต่เทอมนี้คงจะไม่ได้เยอะ
สู้ต่อไป คาเมนไรเดอร์  \(^-^)/

มาถึงเรื่องความเป็นอยู่ดีกว่า
ถามว่าเวลาว่างทำอะไร
ทำการบ้าน แล้วก้อ...
ทำการบ้านอีกอันนึง เสร็จแล้วก้อ..
ทำการบ้านที่เหลืออีกอันนึง แล้วจึงค่อยไป...
ทำการบ้านที่จ่อคิวแล้วโดนลัดคิวมาทำต่อ จากนั้นก้อ..
ทำการบ้านที่ลืมไปว่าอาจานสั่งไว้ตั้งแต่อาทิดที่แล้วต้องส่งพรุ่งนี้ พอเสร็จปุ๊บก้อ...
เอ่อ ตายดีกว่าแฮะ
จะมีก้อวันอาทิตย์ละคับที่ได้ออกจากหอ
ไปซื้อของช้อปปิ้งเติมเสบียง เติมพลังให้พร้อมสำหรับการบริหารสมองในวันถัดไป

ร้านขายของของเค้าจะประมาณโลตัสบ้านเรา คือแบบมีชั้นเดียวแต่จะกว้างๆใหญ่ๆ
ที่พิเศษก้อคือจะมีป้ายแปะสีเหลืองแสดงของลดราคาเต็มไปหมด
ล่อให้คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่เห็นของถูกให้ซื้อ
ซึ่งมันก้อได้ผลจิงๆ ปอไปซื้อเลยคับ ของถูกๆๆๆๆ
เวลาช้อปจะดูเหมือนคนโรคจิต
เล็งหาแต่ป้ายสีเหลือง ประมาณว่า สีเหลืองอยู่ไหน ของอย่างอื่นมองไม่เห็นหมด
แฮ่ร์(โรคจิต)
 
ของที่จะซื้อเป็นประจำ ก้อจะมีไก่ไข่หนม
แต่ก่อนไม่เคยดูเลยว่า ของที่ซื้อมีน้ำหนักเท่าไหร่ ให้พลังงานกี่แคลลอรี่
ราคาต่อน้ำหนักกรัมเท่าไหร่
เดี๋ยวนี้คำนวณตลอดฮะว่าคุ้มมั้ย
ขนาดข้าวหอมมะลิยังคำนวณเลยว่ากินครั้งนึงเสียตังเท่าไหร่
อย่างที่ซื้อไก่เนี้ย เพราะว่ามันคุ้มสุดแล้ว ถ้าเป็นเนื้อจะประมาณปอนด์ล่ะสองเหรียญ
แต่ไก่ปอนด์ล่ะเก้าสิบเซนต์ ซื้อใหญ่เลยคับ
อาทิตย์นั้นก้อจะกลายเป็นอาทิตย์แห่งไก่ เพราะว่ากินไก่ทั้งอาทิตย์เยย
ไข่ก้อถูกคับสิบสองฟองเหรียญนึง
ส่วนขนมอันนี้เอาไว้แก้หิวตอนอยู่ดึกๆ
กำลังกลัวอยู่ว่าจะอ้วนมั้ย อิอิ

ก้ออย่างที่บอกคับอาหารการกินตามร้านอาหารที่อเมริกาแพงมาก
เลยซื้อของมาทำกินเองที่หอจะมันถูกกว่ามาก
แถมตอนนี้มีน้องตรอนเป็นกุ๊กมาช่วยสอนทำอาหารด้วย
แต่ส่วนใหญ่เป็นอาหารแบบง่ายๆ เอามาจากกระป๋องซะส่วนใหญ่
อาหารที่กินก้อมีหลากหลายคับ
สปาเก็ตตี้ซอสมะเขือเทศ ขนมจีนซอสแกงเขียวหวาน
ข้าวญี่ปุ่นราดแกงกะหรี่ ข้าวผัดมันกุ้ง
ผักดอง กระหล่ำปลีดอง ถั่วเขียว ข้าวโพด บร้อคโคลี่
บะหมี่กรอบ มาม่าต้มยำ ผัดผัก
ไข่ตุ๋น ไข่เจียว ไข่ดาว ไข่คน
ไก่อบ ไก่ต้ม ไก่ทอด ไก่หมัก ไก่สับ ไก่กุ้กกุ้ก
หน้าจะเป็นไก่อยู่แล้น

ที่พูดมานี้กะให้เพื่อนที่อยู่อังกิดอิจฉาเล่นๆคับ
ค่าใช้จ่าย + ค่ากินก้อประมาณ สามสิบเหรียญ(พันสองร้อยบาท)ต่ออาทิตย์
ค่าหอสี่ร้อยห้าสิบเหรียญต่อเดือน มีอินเตอเน็ตความเร็วสูงเล่นด้วย
ค่าไฟประมาณยี่สิบเหรียญต่อเดือน 
รู้สึกว่าคนที่อยู่เมืองไทยจะใช้ตังเยอะกว่าผมนะ จิงมะ (ไม่นับค่าหอนะ)
ได้ข่าวว่า คนที่เรียนอยู่อังกิดค่าใช้จ่ายอาทิตย์ล่ะ อย่างน้อยเจ็ดสิบปอนด์
อันนี้ก้อพูดให้อิจฉาเล่นๆอีกนั่นแหละ
กัดนิดนึง หึหึ
ย้ายมาเรียนอเมริกาเร้วววว

ก่อนจะจากมีปัญหาคาใจอยู่นิดนึงใครรู้ช่วยบอกที >_<

ข้อหนึ่ง(10 คะแนน)
เวลาที่นี่อากาศหนาวๆ พอจับเก้าอี้ ส่วนที่เป็นเหล็ก
ทำไมมันช้อตล่ะคับ แปลกจิงๆ ไม่ได้ต่อกะสายไฟหรือว่าอะไรเลย
แค่ตั้งไว้เฉยๆบนพรม
คิดว่าเป้นเพราะหลักวิทยาศาสตร์ข้อไหนเอ่ย
ผมวิดวะไฟฟ้าไม่รู้จิงๆ

ข้อสอง(5 คะแนน)
ทำไมเวลาทอดไก่ในน้ำมันร้อนถึงมีอะไรกระเด็นออกมา
ที่กระเด็นออกมาเป็นน้ำหรือว่าน้ำมัน
เพราะอะไรถึงกระเด็นได้
*ข้อสังเกต เวลาต้มไก่ในน้ำร้อน ในตัวไก่ก้อมีน้ำมันไหลออกมา แต่ทำไมมันไม่กระเด็น*
ข้อนี้ผมก้อคิดหนักพอจะสรุปบางอย่างได้แต่ไม่แน่ใจ
ขอความคิดเห็นผู้รู้

ข้อสาม(20 คะแนน)
เวลาทำอาหารที่หออะคับ พอทำนานๆ หรือว่า อบไก่ในเตาอบ
ไอตัวสัญญาณเตือนไฟไหม้ที่ติดอยู่บนเพดาน มันดังง่ายมาก
ทำให้สูญเสียอรรถรสในการกินอาหารเป็นอย่างมาก
คำถามก้อคือว่า ไอสัญญาณตัวนี้มันทำงานอย่างไร
ปอได้ทำการทดลองเอาถุงพลาสติกไปครอบตัวสัญญาณและปิดด้วยสก็อตเทปอย่างมิดชิดแล้ว
ตัวสัญญาณก้อยังดังอยู่ดี
เกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า เจ้าตัวนี้มันตรวจจับควันหรือว่าตรวจจับความร้อนกันแน่
ถึงอย่างไรก้อตาม ตรวจจับความร้อนไม่น่าจะใช่ เพราะว่าได้ลองเอาน้ำแข็งไปรม
ให้มันหยุดดัง ก้อยังไม่ได้ผลอยู่ดี
เลยตั้งสมมุติฐานขึ้นมาว่า
-ควันสามารถทะลุผ่านถุงพลาสติกได้
-หรือตัวที่ส่งเสียงดังไม่ใช่ตัวตรวจจับ ตัวตรวจจับถูกซ่อนเอาไว้ที่อื่น
-ตัวสัญญาณทุกตัวในห้องเชื่อมเข้าหากันหมด เพราะว่าผมเอาถุงปิดแค่สามตัวเท่านั้น
มีอีกสองตัวที่ไม่ได้ปิด
ปอคิดจนสมองแทบทะลักก้อไม่สามารถหาคำตอบได้
ครั้งนี้อิกคิวซังยังต้องจนปัญญา
ช่วยผมคิดหน่อยสิคับ ทำยังไงดี

อืมมม ตอนนี้ผมก้อสบายดีนะ
ภาษาอังกิดก้อพอไหว
สิวขึ้นเพียบ กินช็อคโกแล็ตเยอะไปหน่อย
ผิวแห้งมากๆ กินแต่น้ำเปล่า
น้ำไม่ค่อยได้อาบ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี้
อากาศหนาวววว บางวันแค่ออกไปทิ้งขยะหน้าหอ ยังตัวสั่นงกๆเลย
แต่บางวันก้อไม่หนาว มันสลับไปสลับมา
ได้ออกกำลังกายเยอะเลย เพราะว่าต้องเดินไปเรียน
ครั้งละยี่สิบนาที ถ้าตื่นสายก้อต้องวิ่งไป
วิ่งก้อดีไปอีกแบบ เป็นการวอร์มร่างกายต้อนรับหน้าหนาว
แล้วก้อไปคุยกะอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว
ว่าเทอมหน้าจะเรียนอะไร ผมเปลี่ยนภาค จากภาคไฟฟ้า เป็น ภาคคอมแล้วนะ
รู้สึกเรียนไฟฟ้าไม่ไหวจิงๆ คะแนนไม่ดีมาตั้งแต่อยู่เมืองไทยแล้ว
อีกอย่าง พึ่งรู้ว่าเวลาซักถุงเท้า ต้องใส่น้ำยาฟอกขาว ฮ่าๆๆ

ครั้งนี้เขียนไม่ยาวเนอะ ไม่มีเรื่องจะเขียนแล้วอะ
อย่าลืมตอบคำถามมาละกัน
บายค้าาาาาาาบบบบ

<< ตอนที่แล้ว || ตอนถัดไป >>

6/30/2009

Hippo in US - ฮิปโปจังจะตั้งใจเรียน

สวัสดีครับ

ปอ อีกแล้วล่ะคับ
นับตั้งแต่วันแรกที่มาถึงอเมริกา จนถึงวันนี้ก้อนับเวลาได้ หนึ่งเดือนครึ่งพอดี
เรียกว่าพอจะปรับตัวใช้ชีวิตอยู่ได้ ไม่อดตาย
เรื่องกลัวฝรั่งหายไปตั้งเยอะ
เดี๋ยวนี้กล้าสู้หน้ามากขึ้นแล้วฮับ
แต่ก้อยังมีปัญหาเรื่องการพูดคุยอยู่ดี
ได้ข่าวว่าพายุพึ่งเข้าฟรอริด้าเป็นลูกที่สาม สร้างความเสียหายไม่น้อย
โชคดีก้อคือยังห่างจากรัฐอินเดียน่าพอสมควร อากาศเลยยังไม่หนาวมาก
ที่โชคไม่ดีก้อคือพายุไม่มีทีถ้าว่าจะเข้ามาอินเดียน่าเลย น่าเสียดาย..
ถ้าเข้ามา ก้อได้หยุดเรียนอะดิ อิอิ
 
วันนี้วันที่ 30 กันยายน 2004 เป็นอีกวันนึงที่มานั่งเขียนอีกครั้ง
เป็นเช้าวันแรกที่ผมตื่นสายแล้วไปเข้าชั้นเรียนไม่ทัน
คลาสเรียนเริ่มเก้าโมงตรง ผมตื่นสิบโมงสี่สิบห้าครับ
ลืมตาโพลง แลขวาหันไปมองนาฬิกา นาฬิกาบอกเลขสวยๆงามๆว่า 10.45
หน้าซีดเป็นไข่ต้ม..
เอ่อ ไม่น่าเดินไปกดนาฬิกาปลุกแล้วนอนต่อเลยง๊าา
นิสัยนี้คงเป็นกันหลายๆคน กรุณาอย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะคับ

เลยทำให้ได้คิดว่าการเรียนของปอนี่ท่าทางน่าเป็นห่วงจริงๆ
จะขอเล่าสภาพสถานการ์ณการเรียนของกระผมให้ฟัง(อ่าน)กัน

เปิดเทอมใหม่ๆ อะไรๆมันก้อน่าตื่นเต้นไปหมด
เริ่มตั้งแต่การตามหาห้องเรียนกันเลย
วิชาแต่ละวิชาจะอยู่คนละตึกคนละที่
ชั่วโมงก่อนเข้าเรียนจะมีคนเดินกันเต็มไปหมด เรียกว่าเดินกันพัลวันเลยเชียวแหละ
ไอ้เราก้อนักเรียนใหม่ วันแรกซะด้วย สถานที่อะไรก้อไม่รู้จัก
เวลาเดินทางต้องเดินถือแผนที่ไปด้วย ให้ความรู้สึกแปลกไม่น้อย

"Sl 130 เอสแอลหนึ่งสามสูน อืมมม มันอยู่ไหนหว่า" ผมดูว่าที่จะต้องเรียนอยู่ห้องไหน
อ่า อยู่คนละฟากกะที่อยู่เราเลยนี่หน่า ไกลจัดๆ เดินประมาณยี่สิบนาทีได้
ว่าแล้วก้อสะพายเป้ออกเดินทาง
ออกก่อนประมาณครึ่งชั่วโมง
ต้องเผื่อเวลาไว้หน่อย เผื่อหลงเผื่อขาด ได้ข่าวว่าฝรั่งเขาถือเรื่องตรงเวลา
ถ้าถามว่าทำไมต้องเดินด้วยล่ะ ไม่มีรถรับส่งรึไง ทางก้อตั้งไกล
ตอบ มีคับ
แต่ว่ารถรับส่งที่นี่ไม่ดีเลยคับ
รถมีน้อย ประมาณสิบห้านาทีมาคันนึง อันนี้ไม่เท่าไหร่ มันมาไม่ตรงเวลาน่ะสิคับ
ถ้าจะรอรถบัส เวลารอมันเสียวว่าจะไปไม่ทันนี่สิ เมื่อไหร่จะมาซักที ว้ากกกกก
จะกลายเป็นโรควิตกจริตแทน สู้เดินไปจะดีกว่าสบายใจกว่าเยอะ

แต่นั่นก้อยังไม่ใช่เหตุผลจิงๆยังมีอีกผลนึง
ที่ไม่ขึ้นรถบัสเพราะว่าหมั่นไส้คับ
ตอนนั้นเช้ามาได้เวลาไปเรียนเปิดประตูออกมาจากบ้านพัก
อุทานกะตัวเองว่าโชคดีอะไรอย่างนี้ รถบัสกะลังจอดอยู่ที่ป้ายจอด
เลยรีบวิ่งไปขึ้น ระยะห่างออกไปประมาณห้าสิบเมตร
รถยังคงจอดอยู่
แล้วเรื่องไม่คาดคิดก้อเกิดขึ้น
ขณะกะลังจะถึงอีกเพียงยี่สิบเก้าเท่านั้น รถก้อออกวิ่งคับ
เอ้ยยยย กวักมือเรียก เดี๋ยวก๊อนนน
แล้วผู้หญิงแก่ๆผมสีขาวซึ่งเป็นคนขับ ก้อโบกมือบ๊ายบาย(โบกมือปติเสด)
บรึ้น บรื๊นนนน ฟ้าว
อะไรเนี้ย
รออีกแป้บนึงไม่ได้เรอะ แค่ไม่ถึงนาทีก้อรอไม่ได้!!
จะรีบไปไหน ทำอย่างกะคนขึ้นเยอะมากงั้นอะ
ไม่ง้อวุ้ย ฮึ่มๆๆ
ตั้งแต่นั้นมาก้อไม่เคยคิดจะขึ้นรถส่งของมหาลัยอีกเลย ไม่ง้อ

เหะๆๆ กลับมาที่ไปหาห้องเรียนกันต่อ ตะกี้มันเรื่องหลังวันเรียนวันแรกๆน่ะคับ
ถึงตึกเอสแอล (Engineering/Science & Technology) พอดี
ตึกคณะวิศวะ ตัวตึกไม่ใหญ่มาก แต่ทางเดินค่อนข้างซับซ้อนวกวน
เดินหาห้องเรียนอยู่ไม่นาน ในที่สุดก้อเจอห้อง เอสแอลหนึ่งสามสูน
เอ ทำไมไม่มีใครอยู่ล่ะ
ห้องก้อมืดสนิท แถมห้องล็อกซะด้วย
เอะใจเล็กน้อย หยิบตารางมาดู
ก้อใช่นี่หน่า ไม่ผิดหนิ อืออออ
ตอนนั้นก้อยืนหน้างงอยู่หน้าห้อง
รออยู่ ห้านาทีก้อแล้ว สิบนาทีก้อแล้ว คนที่เดินๆอยู่ก้อค่อยๆหายไป 
ไม่มีอะไรผิดปกติหนิ ทำไมถึงเข้าห้องเรียนไม่ได้ล่ะ
จนได้เวลาเรียนก้อไม่มีคนมาแฮะ
เลยรีบไปหาอาจานที่ปรึกษาช่วยไขปัญหาคาใจ
"Sl 130 น่ะ มันตึกโน้นไม่ใช่ตึกนี้" อาจานบอก
"ห๊า!?" ปอทำหน้าเบี้ยว
เฮ้ยจริงด้วย!!!
อ่านว่าเอสไอ ไม่ใช่เอสแอล
ไอตัวใหญ่นี่หว่าาา เอสแอลต้องเขียนอย่างนี้ SL
เหอเหอเหอ
วันแรกก้อสายด้วยประการละฉะนี้นี่เอง



เข้าเรียนไปตอนแรกๆ
ฟังอาจานสอนไม่ค่อยรู้เรื่องเลย
สำเนียงฟังไม่ค่อยออกก้อเรื่องนึง เรื่องที่สอนก้อยากด้วย
ห้องเรียนเหมือนเมืองไทย
ห้องสี่เหลี่ยม มีโต๊ะเล็คเชอร์ โต๊ะนั่งอาจานตั้งอยู่หน้าห้อง
คนเข้าเรียนเต็ม มีทั้งคนสูงอายุหัวขาว คนดำใส่หมวก ฝรั่งตัวใหญ่
บรรยากาศตอนเรียนเงียบมาก นั่งนิ่งเงียบสงัด
แต่ก้อมีการสอบถามจากอาจานและนั่งเรียนบ้าง
อาจานสอนเหมือนปกติ เปิดหนังสือดูโน๊ต เขียนกระดานดำ
เวลาเขียนกระดานดำจะเห็นไข่ดาว
ไข่ดาวไม่ใช่อะไรที่ไหน เป็นหัวเหม่งอาจาน ฮะฮะ
ก้ออย่าหันหลังเขียนกระดานดำมากสิคับ
อันนี้เป็นวิชา Linear Circuit Analysis ll

วิชาอังกฤษก้อเป็นอีกตัวนึงที่น่าหนักใจ
คนเรียนไม่เท่าไหร่ ห้องนึงแค่สิบสี่สิบห้าคนเท่านั้น
เวลาเรียนก้อแค่ชั่วโมงนึงเท่านั้น
แต่หนึ่งชั่วโมงอะไรทำไมมันรู้สึกนานอย่างนี้
อาจานจะคอยถามตลอด
เวลาไม่มีใครตอบ ให้ความรู้สึกอัดอัดอย่างมาก
และอาจานจะให้จัดกลุ่มคุยดิสกัสชั่นทำเป็นกลุ่มตลอด
หนึ่งชั่วโมงเหมือนเป็นสามชั่วโมง
เรียนแล้วรู้สึกเหนื่อยยังไงก้อไม่รู้
เอาน่ะ ไอ้ปอพยายามๆหน่อย สู้ๆ

ยังดีหน่อย ที่เค้าเปิดเทอมวันพุธ ทำให้ยังมีเวลาปรับตัวได้อีกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์
แล้วเค้ามีจัดงานแนะนำสต๊าฟและอาจารย์ของคณะวิศวะวันหยุดนี้ด้วย
ไม่ไปได้ไงคับ แฮมเบอร์เก้อฟรีกินไม่อั้นหนิ
และแน่นอนคับ งานเลี้ยงวิศวะแบบนี้ต้องมีเกมเกี่ยวกะวิศวะให้เล่น
เขาให้ชิ้นส่วนของเล่นมาชุดนึงให้ประดิษฐ์อะไรก้อได้ทำเป็นกลุ่ม มีกรรมการให้คะแนนด้วย
ผมเลยสวมรอยนักประดิษฐ์ ออกไอเดียสร้างเครื่องร่อนบนอากาศคับ
แต่ไม่สำเร็จมันพังง่ายเกินไป เลยเปลี่ยนแผนจะทำที่โยนหิน
แต่ว่ากลัวซ้ำกะกลุ่มอื่น เพราะว่ามันง่ายไป เลยหันเหจะไปสร้างรถวิ่งแทน
หุหุ สุดท้ายเวลาไม่พอ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมามากไปหน่อย
ด้วยความอัฉริยะภาพอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ กลุ่มเราได้ประดิษฐ์ หุ่นไล่กาติดผ้าคลุมซุปเปอร์แมน ขึ้นมา
มันน่ากลัวอย่างที่สุด มันยิ้มได้ด้วย โอ้ มันไล่กาได้ (มั้ง)
กรรมการตัดสินเห็นึงประกายความคิดอันยอดเยี่ยม แหวกแนวไม่เหมือนใคร
กรรมการเลยให้กลุ่มผมเป็นอันดับสุดท้ายคับ เอิ้ก
เสร็จแล้วก้อแจกรางวัลแก่กลุ่มที่สร้างได้เจ๋งที่สุดและค่อยๆไล่ลำดับลงมา
ผมได้ปากกามาด้ามนึง ภูมิใจจิงๆ
ก่อนกลับ
ยังไม่ลืมที่จะนำอาหารเก็บกลับบ้าน ห่อแร็บอย่างดี อิอิ
มีของกินไปอีกสองสามวัน

เรื่องของฟรียังมีอีกฮะ
คือพี่คนไทยที่อยู่ที่นี้ เค้าจะย้ายบ้าน
พี่เค้ามีหลายอย่างต้องทิ้งเพราะว่าบ้านใหม่มีของให้อยู่แล้ว และก้อถือโอกาสเคลียร์ของเก่าด้วย
ผมเลยไปช่วยพี่เค้าย้ายของตั้งแต่บ่าย โดยหวังว่าจะได้อะไรติดไม้ติดมือมาบ้าง
ทำไมถือ ปอ เป็นคนขี้ตืด ขี้งก อะไรฟรีก้อเอาหมดจังแฮะ
แหม ไปอยู่เมืองนอกก้อต้องประหยัดกันบ้าง ค่าใช้จ่ายมานแพงเนอะ
แต่ก้อไม่ได้เอาของเปล่าๆนะ
ไปช่วยพี่เค้าด้วย ดูดฝุ่น ขนของ ทำความสะอาด
กว่าจะเสร็จก้อเย็นเลยทีเดียว
ได้หนังสือ สมุด โคมไฟ มาม่าอาหารแห้ง (ชอบอย่างหลังมากๆ)
พอดีวันนั้น เป็นวันเกิดของพี่คนไทยอีกคนนึง
ไปฉลองที่บ้านพี่เค้ากันต่อ อาหารพี่เค้าทำเอง ฟรีจ้าาา
กินไปดูเทปวีโอ ตอนจบโอเล็มปิกมี่ประเทศกรีซ ยิ่งใหญ่อลังการจริงๆ
วันนี้ได้ของติดไม้ติดมือ+อิ่มอร่อยจุใจ
ฮ้าาา หลับฝันดี ^-^

อาหารการกินนี่สำคัญนะคับ
ถ้าไม่ได้กินฟรี นี่ลำบากพอดู
เพราะว่าร้านอาหารในมหาลัยก้อมีน้อยอยู่แล้ว ที่เปิดตอนกลางคืนยิ่งมีน้อยเข้าไปใหญ่
อีกอย่างคือสั่งอาหารที่เมืองนอกนี่ยากมากๆ
เขามักจะถามว่าใส่อะไรบ้าง
สั่งดับเบิ้ลชีสเบอร์เก้อต้องมีใส่อะไรอีกด้วยเหรอ
แล้วผมจะรู้ได้ไงว่าใส่อะไรเล่า ภาษาอังกิดยิ่งไม่เก่งอยู่
โตเมโต้ คิวคัมเบ้อ แล้วอะไรอีกอ่าาาา
เอานู้นมั้ย ใส่นี่เพิ่มป่าว
โดนถามแล้วเครียด
แต่พอมาคิดๆดูแล้วก้อขำเหมือนกัน
ถ้าฝรั่งมาเมืองไทยจะสั่งอาหารยังไงนะ
"ป้า ขอเล็กตกสิบไม่ผักชิ้นเนื้อชามนึง"
เมนูแบบนี้ไม่มีให้ดูด้วยสิ ฝรั่งจะสั่งยังไงนะ
small fallen noodle beef meatball without vegetable เหอเหอ
เพื่อตัดปัญหาเปลืองเงิน เรื่องการสื่อสาร และเพื่อความสะดวกรวดเร็ว
ปอก้อกลายร่างเป็นมนุษย์สำเร็จรูปไปซะแล้ว
วันๆกินแต่อาหารกล่องบะหมี่สำเร็จรูป
เปิดกล่อง เข้าเตา
นี่ถ้าไม่มีไมโครเวฟคงอดตายไปแล้ว
ขอบอกไว้ก่อนมาม่าก้อมีขายที่อเมริกาด้วยนะ ซองละยี่สิบเซ็น(ประมาณแปดบาท)

ถัดจากงานวันเกิดพี่คนไทยแล้วอาทิดนึงก้อมีงานให้กินฟรีอีกครับ
ถ้ากินฟรีนี่ไม่มีเบื่อคับ อย่าพึ่งเบื่อที่จะอ่านละกัน ฮ่าๆๆ
คราวนี้เป็นงาน Rib America เค้าโม้ว่ามีเนื้อซีกโครงที่อร่อยที่สุดในโลก
เขาให้ตั๋วกินฟรีซื้ออาหารได้จานนึง
งานเนื้อซีกโครงอันดับหนึ่ง ว้าวๆๆๆๆๆ
แต่ผมดันไปกินพะโล้หมู เวรกรรมจริงๆ
คือว่า รุ่นน้องชื่อตรอน มันอยากกินเนื้อหมู เลยไปซื้อมากิน
Rib America แต่ไม่กิน rib น่าขายหน้ามั้ยเนี้ย

ทว่าไฮไลท์ของวันไม่ใช่งานนี้คับ
แต่เป็นการแข่งขันเบสบอลระหว่าง
Indianapolis Indians VS Louisville Bats
ซึ่งมีแข่งที่เมืองผมพอดี ทีมเมืองตัวเองแข่งไม่ไปเชียร์ได้ไง
เกิดมาตั้งนานพึ่งมีโอกาสเข้าชมสนามเบสบอลเป็นครั้งแรก
สนามมีลักษณะเป็นโดม เข้าไปจะเห็นสกอร์บอร์ดขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่
ด้านหลังจะมีพื้นหญ้าเรียกว่าปิ๊กนิกโซนสำหรับให้คนมากางเสื่อนั่งกินนอนกินได้
เดินอ้อมไปด้านหน้าหรือด้านอัฐจรรย์ จะมีของกินของขายกิ๊ฟช๊อป
อืมมม ผู้หญิงเยอะดีแฮะ
คิกคิกคิก
ก่อนเริ่มมีการแนะนำนักกีฬา ร้องเพลงเปิด มีให้ประธารในพิธีปาเบสบอลเปิดด้วย
เกมเบสบอลเริ่มต้นอย่างไม่ทันตั้งตัว ไม่ต้องโยนเหรียญเลือกข้างแบบฟุตบอล
เกมก้อดำเนินไปเรื่อยไม่มีคนพากย์ ถ้าไม่สนใจติดตามไม่รู้เรื่องแน่ๆ
คนดูก้อลุกๆเดินๆตลอด ดูวุ่นวายน่ารำคาญ ส่วนใหญ่ลุกไปซื้อเฟร้นฟรายจิ้มชีส
หืมมม ไม่แปลกใจเลยทำไมฝรั่งถึงอ้วน
ดูเหมือนว่าความน่าสนใจจะอยู่ช่วงพักระหว่างเกม(Inning) มากกว่า
มีการเอนเตอเทนตลอด เช่น
- Kiss Camera ถ่ายภาพออกจอยักษ์ ถ่ายไปที่คู่หญิงชายไหน
ให้คู่นั้นจูบกันโชว์ออกกล้อง คนเชียร์กันใหญ่เชียว
- BBQ Dash เอาคนมาใส่ชุดตุ๊กตาจั้มบ๊ะแล้ววิ่งแข่งกัน
- Music Chair เก้าอี้ดนตรี คนยืนจองเก้าอี้ไม่ยอมไปไหนแพ้ล่ะ ตลกดี
- Free Ball ยิ่งลูกเบสบอล กระจายไปทั่วอัฐจรรย์แจก ทำไมลูกบอลมันไม่มาทางผมบ้างง่ะ
-7 Inning Stretch ตามชื่อ ยืดเส้นยืดสายอินนิ่งเจ็ด
จบที่อินนิ่งเก้า ทีมอินเดียน่าโปลิสแพ้คับ
ถึงทีมเราจะแพ้ แต่ดูคนก้อไม่เสียใจอะไร
คนเค้าบอกว่าทีมนี้เชียร์ไม่เคยขึ้นอยู่แล้ว เหอๆ

ท้องฟ้ามืดแล้ว สนามเบสบอลถูกปิดไฟจนหมด
หลงเหลือเพียงแสงนวลๆจากพระจันทร์เท่านั้น
ประกายแสงเล็กๆวิ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ากลวงๆ
เสียงวิ้วดังและแตกระเบิดออกทำลายความเงียบ
สีแดงวาวสลับสีเขียวใสของพลุผุดขึ้นหลังจบการแข่งขัน
หวาววว เสียงคนอุทานดังขึ้นพร้อมๆกัน
ผู้คนแหงนหน้ามองสีสันของพลุไม่กระพริบตา
พลุค่อยทยอยกันพุ่งขึ้นไปอวดโฉมของมันจนเป็นพลุชุดใหญ่
เด็กๆพากันกรีดร้องชอบใจ บางคนตบมือแสดงความชื่นชม
สวยงามมากคับ
ผมอดที่จะยิ้มไม่ได้
อยากให้มีคนมายืนดูเคียงข้างจัง......
.
.
.
.
เริ่มเช้าวันใหม่กับการเรียนที่ยังมีต่อ
งานที่ดูเหมือนจะไม่มีวันเสร็จสิ้น การบ้านเยอะเหลือเกินคับ
ทุกครั้งที่มีเรียน จะได้รับการบ้านกลับมาทุกครั้ง
นี้เป็นสาเหตุทำให้ผมไม่เคยว่างเลยคับ เสร็จการบ้านวันนี้พรุ่งนี้ก้อมีต่อ
การบ้านเยอะมากเทียบไม่ได้กะตอนที่อยู่เมืองไทยแม้แต่น้อย
ใครจะมาเมืองนอกเตรียมใจไว้เลยว่าต้องทำการบ้านเยอะ
ที่สำคัญ อาจานบางคนไม่ยอมสอนอะไรเลย ให้แต่การบ้านให้ไปศึกษาเอง
หนักมากคับ เพราะว่าบางเรื่องไม่มีความรู้มาก่อน การบ้านสีห้าข้อใช้เวลาทำสามสี่ชั่วโมง
ยิ่งวิชาแล็บยิ่งแล้วใหญ่ นับเป็นวิชาที่ไม่รู้เรื่องมากที่สุดเท่าที่เคยเรียนมา
แต่ยังมีเรื่องดีอยู่บ้างคือระบบส่งการบ้านของที่นี้เป็นระบบออนไลน์ฮะ
อาจานจะโพสการบ้านในเว็บไซด์ให้นักเรียนไปเช็คเอง
พอทำเสร็จก้อส่งเมลล์หรือโพสกลับในเวลาที่กำหนด ถือว่าสะดวกมากทีเดียว
ส่วนใหญ่การบ้านผมจะส่งดึกๆ เพราะกว่าจะเสร็จก้อดึกแล้ว
ในเว็บไซด์มีทั้งบอกคะแนนที่สอบย่อยไป ตัวอย่างข้อสอบให้ลองทำ ติดต่ออาจานหรือนักเรียนคนอื่น
เรียกว่ามีครบเครื่องรสหมูสับจิงๆ ^-^

ช่วงอาทิดนี้จำนวณการบ้านลดลงแล้ว
เพราะว่าอาทิดหน้าจะเริ่มเป็นการสอบกลางภาคแล้ว..
ยังไม่ได้อ่านเลยง่ะ เงิ้วววว
เรื่องสุดท้ายคือ วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ผมจะกินยารักษาวัณโรคแล้วล่ะคับ
กินมาทั้งหมดหกเดือนวันนี้เป็นวันที่ยาหมด หรือตีความได้ว่า
ผมหายขาดจากวัณโรคแล้วววว เย้เย้เย้

แล้วคุณเป็นไงบ้างคับ?
สบายดีมั้ยคับ
เรียนเป็นไง สอบเสร็จยัง ทำงานเหนื่อยมั้ย
เขียนมาอัเมลล์มาหาปอบ้างนะคับ

อวยพรให้สอบได้ด้วยยยยยยยย
บ๋ายบายยย

<< ตอนที่แล้ว || ตอนถัดไป >>

6/29/2009

Hippo in US - ฮิปโปไดอารี่

สวัสดีครับ

วันพฤหัส ที่ 9 กันยายน 2004
ปอห่างหายไปนานเลยนะคับ การบ้านที่นี่เยอะมาก เรียกว่าวัยรุ่นวุ่นทุกวิชาที่เข้าเรียน
เลยไม่ค่อยมีเวลามาเขียนจดหมายส่งข้อความถึงกัน พึ่งจะมีเวลาพักผ่อนหย่อนใจก้อช่วงนี้แหละ
อากาศเย็นเริ่มพัดผ่านเข้ามาแล้วล่ะคับ
เวลาปกติเปิดแค่หน้าต่างก้อเหมือนเปิดแอร์ เป็นแอร์ธรรมชาติสดชื่นไปอีกแบบ
ยังพอมีเวลาว่างอยู่ก่อนจะไปทำการบ้าน
ขอเขียนย้อนเวลาไปวันแรกที่มาที่นี่นะคับ

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม 2004
อูยยย หลังจากนั่งเครื่องบินจนก้นเปื่อยก้นแฉะ เบื่อแล้วก้อเบื่ออีก เกือบสามสิบชั่วโมง
ในที่สุดก้อมาถึงสนามบินของอินเดียน่าโปลิสเมืองที่ตั้งของมหาลัยที่ผมจะมาเรียน
 ตามกำหนดการแล้วต้องไปหาคนที่มารับไปมหาลัยก่อน
คนที่มารอรับคงรอแย่ เพราะว่ามาสายไปชั่วโมงนึง
ก้อเดินหา หน้าตาก้อไม่รู้จัก เสียงเสิงอะไรก้อไม่เคยได้ยิน รู้แต่ชื่อ แล้วจะตามหายังไงล่ะ
เดินหาอยู่ไม่นาน ไม่รู้อะไรบันดาล คิดว่าเป็นคนนี้ก้อเดินเข้าไปหาเลย
ปรากดว่าใช่จริงๆ
สงสัยจะเป็นสัมผัสที่หก หุหุ

เจอกันแล้ว ก้อคุยกันนิดหน่อย (ที่จริงไม่เรียกว่าคุยหรอก ฟังเค้าพูดซะมากกว่า ก้อคนมันพูดไม่เก่งหนิ)
เค้าบอกว่าพึ่งมาไม่ได้รอนานหรอก เค้าโทรมาเช็คกะสนามบินก่อนว่าเครื่องมาลงเมื่อไหร่
เค้าชื่อมาริลิน เป็นคนประสานงานของเด็กนักเรียนต่างชาติ
ที่สำคัญไม่ได้อ้วนอย่างที่คิด (ทำไมคนประสานงานต้องคิดว่าอ้วนด้วยล่ะปอ)
เสร็จแล้วก้อพากันไปรอรับกระเป๋า
เกิดเรื่องขึ้นจนได้ครับ
กระเป๋าหาย!!!
ทั้งๆตอนส่งกระเป๋าขึ้นเครื่องที่ลอสแอนเจลิสยังเข็นอยู่กะมือ เฮ้อ
แต่โชคดีอยู่บ้างที่หายเป็นเฉพาะของพี่ชายไม่ได้หายทั้งผมและพี่ชาย
ต้องไปคุยกะเจ้าหน้าที่สนามบิน มีคุณมาริลินคอยช่วยเหลืออยู่
เหอๆๆ เค้าบอกว่าเป็นเรื่องปกติมากที่กระเป๋าจะหาย คนที่มาเรียนที่นี่ประมาณหกคนหายคนนึง!!!
แย่เรยเนี้ยแล้วจะทำไงเนี้ย ทำไมเป็นเงี้ย
ได้แต่ให้เบอร์ติดต่อไว้หวังว่าเค้าจะตามหากระเป๋าเจอ..

เวลาตอนนั้นเป็นเวลาประมาณเจ็ดโมงเช้า
คุณมาริลินก้อขับรถพาไปส่งที่มหาลัย
ระหว่างทางนั้นเค้าก้อพาเที่ยวชมตัวเมืองอินเดียน่าโปลิสก่อน
เมืองนี้เป็นเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในรัฐอินเดียน่าแล้ว แต่ก้อยังเป็นเมืองที่เงียบมากๆอยู่ดี
รถราวิ่งกันเบาบางมาก คนที่เดินตามถนนยังหาไม่ได้
ตอนหยุดไฟแดงสร้างความรู้สึกอยากฝ่าไฟแดงเหลือเกิน ก้อมันไม่มีรถเลยหนิ 
จากนั้นก้อแวะไปกินอาหารที่ภัตตาคารร้านอาหารกัน
ไม่รู้จะสั่งอะไร  ชื่ออาหารมันแปลกไปหมด เลยให้มาริลินช่วยสั่งให้
นี่เป็นมื้ออาหารเช้าของคนอเมริกันจริงๆ  มื้อเช้ามื้อแรกก้อเอาซะแล้ว
มันฝรั่ง ไข่เจียวกะเบค่อน อืมอาหารทำมะดามาก
พี่ชายสั่ง แซนวิชไก่ มาริลินสั่งไข่ใส่ชีซกะมันฝรั่ง 
มีสั่งแพนเค้กเป็นจานกลาง และน้ำอัดลม
สำหรับมื้อนี้ให้ทายว่าเท่าไหร่
1. สิบเหรียญ หรือ สี่ร้อยบาท
2. ยี่สิบเหรียญ หรือ แปดร้อยบาท
3. สามสิบเหรียญ หรือ พันสองร้อยบาท   
4. สี่สิบเหรียญ หรือ พันหกร้อยบาท
ตอบคับ
เป็นคำตอบสุดท้ายรึป่าวคับ
ข้อสอง.............
เป็น.........เป็น........เป็นคำตอบที่ผิดนะคร้าบบบบบ
มื้อนี้สามสิบเหรียญ หรือเท่ากับก๋วยเตี๋ยวหกสิบชามที่บ้านเรา
ที่จริงค่าอาหารยี่สิบหกเหรียญ แต่ต้องให้ค่าทิปอีกสี่เหรียญ รวมเป็นสามสิบเหรียญ โอ้พระแม่เจ้าจอร์จ มันแพงมาก

คุณมาริลินเค้าใจดี เค้าเป็นคนเลี้ยงมื้อนี้คับ
เค้าบอกว่าเป็นการเลี้ยงต้อนรับ น่าประทับใจจิงๆคับ
อิ่มแล้วตังอยู่ครบก้อมุ่งหน้าตรงไปที่มหาลัยซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองนัก
IUPUI เป็นมหาลัยที่ผมจะมาเรียนคับ
ถ้ายังไม่รู้จักจะบอกให้ Indiana University-Purdue University Indianapolis
เป็นสองมหาลัยจับมือร่วมกันเป็นอีกมหาลัยนึง
เหตุผลอันดับสามที่คนเลือกจะเข้า IUPUI ก้อคือ มันสามารถอ่านย้อนจากข้างหลังมาข้างหน้าได้
ขนาดของมหาลัยกว้างขวางพอๆกับธรรมศาสตร์รังสิตทีเดียว
เอกลักษณ์ทางภูมิศาสตร์คือ ที่นี่มีที่จอดรถเยอะมากๆเลยคับ ช่างราบเรียบอะไรเช่นนี้
รถก้อน้อยอยู่แล้วทำทำไมเยอะแยะเนี้ย

เช็คอินเข้าบ้านพัก 
คนจัดการที่นี่เค้าพูดไทยได้คับ เคยไปเมืองไทยมาสองปี เค้าชื่อจิลคับ
คุณจิลแบบว่าพูดชัดและคล่องแคล้วมาก ทำเอาปออายเลย พูดอังกิดได้ไม่คล่อง
พาเข้าบ้านพัก เข็นกระเป๋าขึ้นภูเขา เอ๊ยไม่ช่าย เข็นขึ้นบันได
พูดคุยตกลงกะคุณมาริลินกะคุณจิลเป็นที่เรียบร้อย
ปล่อยให้พักผ่อนตามสบาย อีกเดี๋ยวจะพาไปซื้อของกินของใช้ที่จำเป็น
ห้างเป็นแบบโลตัส ขายทุกอย่าง กระถ่างต้นไม้ กุ้งมังกร เตารีด จักรยาน เครื่องสำอางยันหมอนข้าง
พึ่งมาใหม่ก้อไม่รู้จะซื้ออะไรน่ะคับ ช้อปปิ้งไม่เก่งมาช่วยช้อปหน่อยก้อดีนะ
พอจะจ่ายตังกลับรู้สึกหวั่นๆขึ้นมา
ใจดีสู้เสือเดินเข้าไปเข้าเค้าเต้อร์จ่ายตัง
 “Hi. How are you today?” พนักงานพูดทักทาย
ผมก้ออึ้งสิคับ มันมาไม้ไหนเนี้ย  ด้วยความอึ้งเลยไม่ได้ตอบอะไรไป เริ่มเครียดขึ้นมานิดๆ
พอเค้าบอกราคา ไอ้เราก้อไม่คุ้นเคยเหรียญไหนเป็นเหรียญไหน
เหรียญมีหลายแบบมาก ตัวเลขให้ดูก้อไม่มี เสียท่าๆๆๆ
นับผิดนับถูกยืนนับเหรียญเซ็นด์อยู่นาน แว้กอย่าพึ่งหงุดหงิดผมน๊าคุณพนักงาน
เค้าคงทนไม่ไหว หยิบนับตังให้จ่ายตังให้เลย
สุดท้ายได้ขนมปัง กะวิทยุมาเครื่องนึง
เอาไว้แก้เงียบกะแก้หิว

ที่จริงเรื่องที่พนักงานถามสารทุกข์สุขดิบลูกค้าเป็นเรื่องปกติมาก เป็นวัฒนธรรมของที่นี้
อย่างคนไม่รู้จักกัน เดินสวนกันหรือขึ้นลงรถเมลล์ ก้อจะทักทายกันเป็นเรื่องธรรมดา
เรื่องที่ถามว่าสบายดีมั้ยหรือเป็นยังไงบ้างก้อเป็นแค่คำทักทายเฉยๆ
เค้าไม่ได้ต้องการคำตอบจิงๆ ไม่ได้อยากรู้ว่าเราเป็นยังไงจิงๆนะจ๊ะ

ระหว่างทางขากลับได้ความรู้ความจริงที่น่าทึ่งมาอีกอย่างนึงคือ
อินเดียน่าโปลิสเป็นเมืองที่มีคนอ้วนเฉลี่ยมากที่สุดในโลก
ปอถามไป คุณจิลเค้าก้อบอกมา
เห็นว่าคุณจิล ตัวแกกลมบ๊อกหยั่งกะลูกบอล
ถ้ากลิ้งลงบันไดจากชั้นสองคงม้วนไม่กี่รอบก้อถึงชั้นหนึ่ง อิอิอิ

กลับบ้านพักจัดของ เผลอพล้อยหลับไป...

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม 2004
ตื่นมาวันนี้ไม่ใช่ตอนเช้าฮะ เป็นตอนเที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตีสอง
อาการเจ็ตแล็คทำพิษซะแล้ว ยังปรับตัวไม่ได้  ตื่นมาดึกๆ
เอาน่ะต้องหลับต่อ วันนี้มีประฐมนิเทศณ์ของนักศึกษาจากต่างชาติ
เริ่มตั้งแต่เช้า ต้องไปทำบัตรประจำตัวนักศึกษา กับคนข้างห้อง
ชื่อ Suresh มาจากมาเลเชีย แต่ไม่ต้องถามว่าหล่อมั้ยนะ (ไม่หล่อ)
เสร็จแล้วต้องไปคุยกะครูที่ปรึกษาเรื่องการเทียบโอนหน่วยกิจจากวิชาที่เมืองไทยมาเป็นวิชาที่นี่
ข่าวดีก้อคือดูเหมือนว่าจะโอนได้เกือบหมดทุกวิชา เว้นแต่ภาษาไทยภาษาอังกิด
แต่ยังลงทะเบียนเรียนไม่ได้ ต้องสอบวัดผลภาษาอังกิดก่อน พรุ่งนี้แว้ว ต้องหาเวลาอ่านหนังสือ
ข่าวร้ายก้อคือยังไม่ได้ข่าวเรื่องกระเป๋าของพี่ชายเลย
เลยต้องให้พี่ชายยืมเสื้อผ้าไปก่อน

ถึงช่วงกลางวันมีโอกาสได้ไปกินบุฟเฟ่อาหารจีน(ฝรั่งเรียกว่าบัฟเฟ่ Buffet)
รสชาติใช้ได้ กินไม่อั้นอีก ครั้งนี้ถือว่าคุ้มทีเดียวหัวล่ะห้าเหรียญห้าสิบ
คนมากินกันเพียบ เมนูยอดฮิตที่นี่คือบะหมี่ผัดคับ รสชาติก้องั้นๆสู้อาหารไทยก้อไม่ได้
ได้ที่กินเยี่ยมแบบนี้อุ่นใจขึ้นเยอะ จะได้มากินประจำ งัมงัม
เนื่องจากเรื่องกินเรื่องใหญ่คับ ร้านอาหารหายากมาก ไม่มีหมี่เกี๊ยวรถเข็นตามข้างถนนเหมือนบ้านเรา
อีกอย่างถ้ากินตามร้านก้อแพงหูฉี่ แทนที่จะอ้วนขึ้น ตัวเบาหวิวแทน
 ถามว่าทำไมไม่ซื้อของมาจากห้างร้านค้าล่ะ เป็นทางเลือกที่ดีเลยคับ
ถ้าทำอาหารเองจะได้ราคาถูกมาก  แต่ว่าการเดินทางไม่สะดวกคับ ไกลและปอก้อไม่มีรถด้วย
หน้าหนาวมีสิทธิ์อดตายได้นะนี้

ที่งานประฐมนิเทศณ์ เค้าก้อมาบอกเรามากมายหลายเรื่องจำได้ไม่หมด
มีมาพูดเรื่องภาษี เรื่องการทำประกัน เรื่องการทำงาน เรื่องการขอรหัสประจำตัว ฯลฯ
ที่สำคัญได้รู้ว่าที่นี่มีคนไทยไม่น้อยเลยทีเดียว
มีคนนึงชื่อตรอน เขาอยู่ห้องบ้านเดียวกับผมนั่นเองแต่คนละห้องกัน
เค้าเคยเรียนที่เพนซิลวาเนียมาแล้วปีนึง เป็นนักเรียนเอเอฟเอส เรียนนอกแล้วติดใจเลยมาเรียนอีก
พูดอังกิดคล่องมาก โฮๆๆๆ (อิจฉา)
 
จบวันด้วยการเลี้ยงข้าวที่งานแบบปิกนิกกลางสนามหญ้า ให้นักเรียนใหม่ได้สังสรรค์กัน
ของฟรีผมชอบบบ ^-^
อ๋าง่วงนอนอีกแล้ว กินแล้วนอนจะอ้วนมั้ยน๊า
ขอนอนเร็วๆอีกวันละกันนะ ไม่ไหว...
โดยไม่ได้ตระหนักเลยว่าพรุ่งนี้มี Placement Test หึหึหึ

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม 2004
ผมตื่นตอนตีสองอีกแล้วละฮะ
คงต้องใช้เวลาสักพัก ถือโอกาสอ่านภาษาอังกิดซักพัก
และแล้วถึงเวลาสอบภาษาอังกิดที่รอคอย
ถึงปุ้บให้สอบเขียนปั้บ เอ๊ยทำไมไม่เหฒือนสอบโทเฟิลเลยอะ
เรื่องที่ต้องเขียนคือ.ถ้าคุณประดิษฐ์เครื่องมือชนิดใหม่ได้อย่างนึงคุณจะประดิษฐ์อะไร เพราะอะไร”
ว้าวเรื่องนี้พอมีความคิดอยู่ในหัวบ้าง
แต่นแต้นแตนแต้น วันนี้เสนอตอน โดเรม่อนกะเครื่องเคลื่อนย้ายไขมัน
คนที่อ้วนอยู่จะได้ผอม คนที่ผอมอยู่จะได้อ้วน โลกนี้จะมีแต่คนหุ่นดี
เหอๆๆ
เสร็จแล้วสอบ แกรมม่า รีดดิ้ง ลิสเสนนิ่ง
เหะเหะ ง่ายกว่าที่คิดแฮะ ทำไปยิ้มไป

วันนี้มื้อกลางวันเดินไปกินแม็คโดนัลล์ ร้านอาหารชื่อดัง
มีเซ่อเล็กน้อย สั่งอาหารไม่ค่อยรู้เรื่อง สั่งเสร็จได้แก้วปล่าวมา
เอ๋อคับ ไม่รู้ทำไรต่อ..ง่ะ
อ๋อๆๆ เค้าให้ไปกดน้ำใส่น้ำแข็งเอง ไปเติมน้ำแล้วเค้าจะเรียกมาเอาอาหาร
 แม็คไม่เหมือนเมืองไทย ก้อตรงที่เค้าทำอาหารเสร็จเร็วมาก เติมน้ำเสร็จปุ้บแฮมเบอเก้อเรียบร้อยปั้บ
บางทีแค่ยืนหยิบเหรียญชุดอาหารพร้อมกลับก้อส่งถึงมือแล้ว
อีกอย่างเค้าจะไม่มีมาถามว่ากินนี้หรือเอากลับนะคับ มีแต่เอากลับอย่างเดียว (มีที่นั่งให้กิน)
ไม่มีถามว่า รับซาลาเปาเพิ่มมั้ย ด้วย

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม 2004
วันนี้มีประฐมนิเทศณ์ใหญ่ สำหรับเฟรชชี่ทุกคน
แต่ผมไม่ใช่เฟรชชี่ แง๊
คนเยอะแยะมากมาย มีการนำเสนอเป็นรูปแบบละครจากพวกรุ่นพี่
มีการถ่ายวีดีโอมาให้ดูซะด้วย
ตลกดีฮะ ขำๆ
ดูเสร็จแล้วก้อเป็นการจัดกลุ่มพาเดินเที่ยวชมมหาลัย
แต่ผมต้องปลีกตัวออกมาก่อน เพื่อไปคุยกะอาจานที่ปรึกษา เรื่องการลงทะเบียนเรียนก่อน
ก้อได้ทราบผลคะแนนที่ได้ทำการทดสอบไป
แกรมม่า 78 รีดดิ่ง 91 ลิสเสนนิ่ง 92 คะแนนสองอันหลังถือว่าใช้ได้ทีเดียว
แต่ว่าแกรมม่าดูเหมือนเยอะ อันที่จิงสำหรับเมืองนอกแล้วถือว่าน้อยมาก
เฉลี่ยที่นี่ต้องประมาณเก้าสิบอับ คือเกณฑ์การวัดไม่เหมือนเมืองไทย
จะเห็นได้ตลอดว่า มีคนสอบได้ร้อยเต็ม ร้อยห้าคะแนน อะไรประมาณนั้น
คนที่ได้เก้าสิบก้ออย่าพึ่งดีใจไปล่ะ
ที่หนักใจกลับเป็นไรด์ติ้งมากกว่า อาการหนักคับ ได้แค่สองจากหก
อาจานที่ปรึกษาก้อแนะนำมาให้ลงวิชาเรียนสิบสามหน่วยกิจ หรือหกวิชา 
1. Linear Circuit Analysis2
2. Electronic Devices& Des Lab
3. Advanced C Programming
4. Advanced C Programming Lab
และเนื่องจากสอบวัดผลมาไม่ดี เลยต้องลงภาษาอังกิดทั้งหมดสามตัว เทอมนี้ลงไปก่อนสอง
ซัดไปพันเหรียญได้
5. ESL for Academic Purposes 2
6. Fundamentals of English
อืมรู้สึกเรียนน้อยจังแฮะ ตารางดูโล่งๆ หรือว่าเรารู้สึกไปเองนะ

เสร็จแล้วก้อกลับไปปฐมนิเทศณ์ต่อ
มีกิจกรรมเล่นเกมตอบปัญหา พูดคุยเล่าเรื่องราวในมหาลัย
ได้แผ่นพับคู่มือมาเป็นถุงฮะ ข้อมูลท่วมท้นหลากหลายล้นหล่ามเหลือแหล่ น่าเวียนกริ้ว
ตอนนี้ยังมีที่ไม่ได้อ่านหมักแช่ไว้หลายเรื่อง ยังดีไม่มีหนังสือเน่า
จบวันด้วยการพานักศึกษาใหม่ ไปพบอาจานที่ปรึกษากัน

วันพฤหัส ที่ 19 สิงหาคม 2004
วันนี้มีงาน Life in the US Workshop เชิญนักศึกษามาฟัง ทำหนบทำเนียมประเพณีคนอเมริกา
พูดเรื่องการตอบคำถามในห้องเรียน สงสัยอะไรถามได้เลย
การแย้งหรือการขัดระหว่างที่อาจานพูดไม่ใช่เรื่องเสียมารยาท แต่เป็นเรื่องดี
พูดเรื่องความเป็นส่วนตัวของแต่ละบุคคล เวลาพูดคุยจะมีการรักษาระยะห่างเอาไว้ไม่ให้เข้าใกล้มาก
ถ้าเข้ามาใกล้เค้าจะถอยออก เข้ามาใกล้ออีกก้อถอยออก
บางทีคุยอยู่ด้านนึงของระเบียง ถอยไปถอยมา ถึงอีกสุดมุมนึงของระเบียงก้อได้
คนที่ไม่รู้จะพยามเดินเข้าใกล้และอาจคิดว่าคนที่คุยด้วยรังเกียจเอา
ที่จริงคือไม่ใช่นะคับเค้าพยายามรักษาระยะห่างของเค้าไว้
ตรงข้ามกะการทักทาย มีทั้งสวมกอด หรือจับมือ รวมถึงการทักทายคนแปลกหน้า ที่แสดงออกถึงความเป็นกันเอง
แต่ไฮไลท์ของงานไม่ใช่อะไรฮะ
มีมัฟฟิ้นขนมปังผลไม้ให้กินฟรี เอิ้กเอิ้กเอิ้ก

ตอนบ่ายมี Walking tour of downtown เป็นนำทัวร์จากมหาลัยไปตัวเมือง
เดินตลอดงานชื่องานก้อบอก
คุยกันไปเดินกันไป ถือเป็นชั่วโมงภาษาก้อว่าได้ เพราะสอนกันเรื่องภาษาต่างๆ
ภาษาจีน ภาษาสเปน ภาษาแม็กซิโก ภาษาไทย
สอนพูดไปประโยคนึง
สาหวัดดี๋ คูนน่าร้ากจังง์เหล้ย <===== ฝรั่งเค้าออกเสียงแบบนี้ ฮิฮิ
เดินไปเดินกลับประมาณหกเจ็ดกิโลได้  ยังเหนื่อยไม่พอไปตีปิงปองกันต่อ
อันนี้ดีหน่อยคับ เพราะว่าผมเก่งสุดเลย (อยู่เมืองไทยห่วยสุด)
ไม่เสียทีที่เคยโดดเรียนไปเล่นเยอะ แหะๆๆ



ตอนเย็นกินข้าวฝีมือน้องตรอน ข้าวอบผักกะไก่สับ อร่อยเลยคับ
ปิดท้ายด้วยการดูหนังเรื่อง Escape from Alcatraz
หลับสนิทไปอีกคืน..

วันศุกร์ ที่ 20 สิงหาคม 2004
วันนี้เป็นวันแรกที่ได้ตื่นสาย ไม่มีอาการเจ็ตแล็คแล้วสินะ
 ไปรายงานตัว ตรวจเช็คเอกสารวีซ่า เรียบร้อยดีหรือไม่
เอกสารเรียบร้อยดี
นัดวันไปทำรหัสประจำตัว Social Security Number ไว้ใช้สมัครทำงานกะเสียภาษี
จากนั้นแวะไปเปิดบัญชีที่ธนาคาร
ต้องรีบเปิดคับ แบบว่าไม่เคยถือเงินเยอะขนาดนี้มาก่อน
ถือเงินอยู่ห้าแสนกว่าบาทคับ จ้ากกก
พึ่งมาคำนวณเงินที่ถืออยู่ นี่เราถือเงินเป็นแสนมาเกือบอาทิดแล้วเหรอเนี้ย
เสี่ยวๆๆๆ ว่าแล้วก้อฝากเงินดีก่า
เฮ้อ โล่งไปตั้งเย้อ  ^-^

ถ้ายังจำกันได้วันนี้เป็นวันที่เขียนเรื่อง การเดินทางของฮิปโปจัง ให้ทุกคน
ใช้เวลาเขียนอยู่นานมากสามสี่ชั่วโมงยังไม่เสร็จ
เขียนแล้วไม่ชอบใจขยำกระดาษเป็นก้อนกลมโยนทิ้งถังขยะโดยไม่มอง
เอ่อ.... ผมเขียนบนโน๊ตบุ๊คคับ ขยำกระดาษไปเล่นๆงั้นแหละ
ขอบคุณสำหรับทุกเสียงตอบรับนะคับ ส่วนคนที่ไม่ตอบไม่ขอบคุณหรอก ฮึ่มๆ

ใช้เวลาเขียนอยู่ในห้องนานมาก แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้เล่าสภาพที่อยู่เลยเนอะ
บ้านพักนาม I-House (International-House) บ้านสำหรับนักศึกษาต่างชาติ
ที่ตั้งห่างไกลจากชุมชนหลบอยู่ในมุมสุดของมหาลัย(ซึ่งไม่ดี)
ตัวบ้านเป็นตึกสูงสามชั้นสร้างด้วยอิฐแดง หน้าบ้านมีที่จอดรถ และที่ทิ้งขยะที่รถเก็บขยะจะมาทุกคืน
ประตูทางเข้ามีโทรสับ และช่องรูดบัตรสำหรับเปิดประตูอิเล็คทรอนิคป้องกันคนนอกเข้า
เข้าไปเป็นทางเดินเล็กๆมีบอร์ดประกาศข่าว และมีทางแยกออกไปยังห้องสี่ห้องในแต่ละชั้น
เมื่อเข้าไปในห้องแต่ละห้อง จะเห็นห้องนั่งเล่นกลางโปร่งๆ พื้นที่กว้างขวางสำหรับพักผ่อน
ห้องหับหรูหรา ปูพื้นพรมนุ่ม โซฟาสีน้ำตาลแดงสามตัวถูกวางล้อมวงอยู่กับโต๊ะไม้ตัวเตี้ย
หันไปด้านข้างเป็นชุดเครื่องครัวสีเงินที่มีทั้งเตาอบเครื่องล้างจานและตู้เย็น
ถัดจากห้องกลางก้อแบ่งออกเป็นสี่ห้องนอนสองห้องน้ำ
ก่อนทางเข้ามีเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าแห้งแอบอยู่ด้วย
ส่วนในห้องนอนของผมนั้น เป็นห้องโล่งๆ เนื่องจากพึ่งเข้ามาอยู่ใหม่นั่นเอง
ของพื้นฐานก้อตู้กระจกเงา โต๊ะคอม ชั้นเก็บของ และเตียงนุ่มๆ(ไม่มีผ้าห่ม) แง้ว
แต่ตอนนี้ไม่ต้องเป็นห่วงคับมีผ้าห่มกะโคมไฟเพิ่มบรรยากาศมาเติมเต็มแล้ว
อย่าลืมวิทยุคู่ใจพึ่งซื้อมากะโน๊ตบุ๊คของคุณพ่อที่เอามาจากประเทศไทยด้วยนะ

วันเสาร์ ที่ 21 สิงหาคม 2004
วันนี้สบายเป็นพิเศษ ไม่มีตารางอะไรที่ต้องทำ
นั่งรถบัสของมหาลัยไปกินคาเฟทีเรียที่โรงพยาบาล
ไม่น่าเชื่อว่าปีกไก่สองปีกกะปลาทอดหนึ่งแผ่นราคาห้าเหรียญทีเดียวนี่ขนาด อยู่ในมหาลัยนะเนี้ย
เรื่องน่ารู้วันนี้คือ ร้านอาหารส่วนใหญ่ที่นี่จะเป็นแบบบริการตัวเอง
หยิบช้อนส้อม เติมน้ำใส่น้ำแข็ง หยิบอาหาร เสร็จแล้วค่อยไปจ่ายตัง
คล้ายๆกับการกินในฟู้ดเซนเตอร์บ้านเรา มีตัวอย่างมาให้ดูแล้ว
อย่างตอนผมไปกินที่ร้านแม็คไง
ที่สำคัญคือกินเสร็จแล้วจะต้องเก็บจานไปทิ้งให้เรียบร้อยด้วย
เดี๋ยวฝรั่งเขาจะมองว่าหยาบคาย
ข้อดีของร้านอาหารประเภทนี้คือไม่ต้องจ่ายค่าทิปให้ใครนั่นเอง เพราะบริการตัวเองหมด
เอ้าให้ทิปตัวเองหน่อยเร้ววว

เริ่มเหงาแล้วละฮะ กินข้าวคนเดียว
มานี่แล้วเริ่มชอบสาวเอเชีย เพราะว่าคนอเมริกันอ้วนเหลือเกิน
แถมคนที่นี้ชอบแต่งหน้าแบบ Avril Lavigne อีก ขอบตาคล้ำเกินวัย
นอนไม่พอกันรึไง
คิดถึงเมืองไทย..

วันอาทิตย์ ที่ 22 สิงหาคม 2004
ครบอาทิดของการมาอยู่แล้วจนได้ เวลาผ่านไปรวดเร็วจริงๆ
มีนัดคับวันนี้ ไม่ได้นัดสาวที่ไหน
เขามีนัดไปตีเทนนิสกันของกลุ่มคนไทยที่อยู่ที่นี่คับ
คลายเรื่องคิดถึงเมืองไทยได้หน่อย
พี่ๆเค้าไปส่งที่สนามกีฬาประจำเมือง 
โอ้โหเหะ นี่มันถิ่นคนดำเลยนี่หว่า โย่แมนนนน
คนดำเยอะมาก แต่ก้อมีคนขาวเช่นกัน แหมก้อวันหยุดหนิ
มาออกกำลังกายปิ้งบาร์บีคิวปิกนิกกันใหญ่
มีทั้งสนามบาส สนามเทนนิส สนามเบสบอล สนามอเมิรกันฟุตบอลแต่ไม่มีสนามบอลนะ
อืมมีพี่ๆคนไทยมาตีเทนนิสกันเยอะเลย น่าจะถึงสิบคน
เล่นกันจนเหนื่อย ตอนเย็นเลยไปทำอาหารกันที่บ้านพี่ๆเค้า
กินกันอิ่มหน่ำสำราญ สปาเก็ตตี้ ซอสครีม มีทซอส ไก่ย่าง เนื้ออบ ขนมปังกระเทียม
อ้ะ อย่าน้ำลายไหลจิ เอื้อก
ต่อด้วยร้องคาราโอเกะจากคอมจนมืดค่ำ
ฮ่ามีความสุขไปอีกวัน
จะเปิดเทอมแล้วน้อ...

วันพุธ ที่ 25 สิงหาคม 2004
เปิดเทอมวันแรกคับ...

วันพฤหัส ที่ 9 กันยายน 2004
แสงอาทิตย์ส่อง ลอดช่องหน้าต่างมากระทบผ้าห่ม
ไอแดดอันอบอุ่นกับห้องที่เยือกเย็นและเงียบสงบ
บรรยากาศเช่นนี้ทำให้แทบไม่อยากจะลุกขึ้นจากเตียงเลย

อ้ะ!! แปดโมงครึ่ง!! สายแล้ว พรึ่บพรับ แต่งตัวใส่เสื้อ
ผมพร้อมจะไปเรียนต่อแล้วค้าบบบบบ
บ๊ายบาย

<< ตอนที่แล้ว || ตอนถัดไป >>
6/28/2009

Hippo in US - การเดินทางของฮิปโปจัง

สวัสดีคร้าาบ

ผมปอเองคับ
ผมได้มีโอกาสไปเรียนต่อที่ดินแดนแห่งมหาอำนาจของโลก หรืออเมริกานั่นเอง
วันนี้วันที่ 20 สิงหาคม 2004 แต่ถ้าอยู่ที่เมืองไทยก้อคงเป็นวันที่ 21 แล้ว
เวลาที่นี่ต่างกับเมืองไทยสิบสองชั่วโมงพอดี
ที่นี่เช้าเมืองไทยเย็น อืมม์...

วันนี้เป็นวันฝนตกปรอยๆ ท้องฟ้ามืดครึ้มตั้งแต่เช้า อากาศกำลังเย็นสบาย
หลังจากมาอยู่ได้หกวัน
นี่ก้อเป็นวันว่างแรกที่ได้มีเวลามาขีดเขียน
ปล่อยอารมณ์ เล่าสู่กันฟัง จับเข่าคุยกัน คนค้นคน คนคุ้ยข่าว   
เป็นอันว่ามาเปิดเผยกันวันนี้
แต่ถ้าไม่อยากอ่านก้อช่าง ไม่ง้อ
เชอะเชอะเชอะ
^-^

ก่อนอื่นเลย
ก่อนที่จะไปเมืองนอกต้องเตรียมตัวอะไรมากมายก่ายกอง เยอะกว่าที่คิดนะ จะบอกให้
อย่างแรก ต้องเลือกมหาลัยที่จะไปเรียนให้ดีๆ (ที่อเมริกามีห้าหกพันกว่ามหาลัยแน่ะ)
จากนั้นต้องทดสอบภาษาอังกิดให้ผ่าน ก้อคือ สอบ TOEFL หรือ IELST ให้ผ่านเกณฑ์
เสร็จแล้วไปขอวีซ่า เพราะว่าต้องใช้ใบตอบรับจากมหาลัยด้วย
ไหนจะมีซื้อตั๋วเครื่องบิน - เลือกสายการบิน เลือกเส้นทางการบิน
ซื้อเงินดอลล่าร์ - มีทั้งแบบ bank drafts, travelers cheques และ cash  อะไรก็ไม่รู้
ตัดแว่นใหม่ - สำหรับคนใส่แว่น และ ใส่คอนแท็ค ต้องเอาไปเผื่อด้วย เพราะแพงมากที่นู้น
ถอนฟันคุด - ต้องถอนก่อนไปด้วย อันนี้ก้อแพงมากถ้าไปทำที่นู้น ปวดฟันขึ้นมาบินไปกลับมาถอนยังถูกกว่า
ขอใบกำกับยาจากหมอ - เอายาสามัญประจำบ้านไป เวลาโดนตรวจอาจถูกหาว่าพกยาเสพติดเข้าประเทศก้อได้
ติดต่อเรื่องที่พักที่เมืองนอก - ไปแล้วอยู่ที่ไหน โอ้ยปวดหัวๆ
ฝึกทำอาหาร - ป๋มไม่ได้ฝึกง่ะ แง๊ กินมาม่าหัวล้านแย้ว
บัตรประชาชน ใบขับขี่ - ต่อให้เรียบร้อย ถ้าจะทำใบขับขี่อินเตอร์ ต้องมีใบขับขี่ก่อนอย่างน้อยหนึ่งปีนะคับ
จัดกระเป๋า - เตรียมข้าวของเครื่องใช้ จิปาถะ ของดำรงชีพ ร่มชูชีพ
เสื้อแขนยาว เสื้อกันหนาว กางเกงยีน ลองจอน ถุงเท้าหนา รองเท้าผ้าใบ รองเท้าแตะ และอื่นๆ
เต็มคับ เต็มกระเป๋า หนึ่งคนเอาไปได้สองกระเป๋าใหญ่ และหนึ่งกระเป๋าถือ
อย่าลืมกระเป๋าใหญ่บรรทุกได้สามสิบสองกิโลกรัมเท่านั้นนะคับ ส่วนกระเป๋าเล็กได้เจ็ดโล
ลายละเอียดปลีกย่อยอีกเพียบ....

ในที่สุดก้อหมดเทศกาลเตรียมตัว
วันก่อนไป
พลางทำให้คิดเปลี่ยวหัวใจขึ้นมา ที่จิงผมเปลี่ยวมาตั้งนานแล้วล่ะ
หัวใจมันหวิวๆ อยู่เงียบๆ เหนื่อยหน่าย ไม่อยากทำอะไร นอนอย่างเดียว
นอนไม่หลับแหละ
เราเป็นอะไรไปนะ เศร้าเหรอ บางทีอาจจะใช่
ก่อนนี้นึกว่าการไปเรียนต่อนอกมันน่าตื่นตาตื่นใจ ตอนนี้ไม่แล้ว
เศร้า เศร้าที่จะต้องจากสิ่งที่คุ้นเคย จะมีคนคิดถึงเรามั้ยนะ
กังวล กังวลว่าการกินอยู่จะเป็นยังไง อดตายแหง่ นอนป้ายรถเมล์
กลัว กลัวฝรั่ง จะมีเพื่อนมั้ย จะคุยรู้เรื่องรึป่าว ยิ่งเป็นคนเงียบๆอยู่แล้ว งี้ยิ่งเงียบเข้าไปใหญ่
เฮ้อ..
ทำใจ
เอาวะ ปอต้องเข้มแข็งหน่อยนะ อะไรจะเกิดมันก้อต้องเกิด

ออกเดินทาง วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม 2004 สายการบิน EVA เที่ยวบิน BR212 เวลา12.15
ขนกระเป๋าหนักสามสิบโลขึ้นรถ มุ่งหน้าสู่สนามบินดอนเมือง
แต่ไปเรียนต่ออเมริกาคราวนี้ไม่ได้ไปคนเดียวนะ
มีพี่ชายผมกะต้องตาไปด้วย เพื่อนคณะเดียวกันน่ะ
ต้องตาจะไปเรียนต่ออเมริกาเหมือนกัน ไปสายการบินเดียวกัน แต่ไม่ได้เรียนที่เดียวกัน
เป็นผู้หญิงไปเรียนคนเดียวซะด้วย
คุณพ่อคุณแม่ต้องตาเลยต้องไปส่งด้วย ถือโอกาสไปเที่ยวซะเลย
เอ้ะ เป็นฮันนีมูนรึป่าว อิอิ

ถึงดอนเมืองก้อนำกระเป๋าเข้าเครื่องเอ้กส์เรย์
เช็กอินที่เค้าเต้อร์สายการบิน ได้ที่นั่งติดหน้าต่าง
ช่วงนี้อารม เฉยๆมากๆ
แบบว่าปลงตกแล้ว ไม่คิดอะไรทั้งนั้น
หิวเล็กน้อยเพราะรีบออกจากบ้านมา
กินเบอร์เก้อคิงซะหน่อย
เอ้ะจะกินทำไมเนี้ย เดี๋ยวไปอเมกาก้อได้กินจนเซ็งแล้ว
สิบเอ็ดโมง ได้เวลาเข้าไปโซนข้างใน(ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร)
ต้องซื้อซื้อค่าธรรมเนียมสนามบินห้าร้อยบาทก่อนเข้าประตูไป
ที่ประตูตรงนี้คนที่จะไปส่ง จะส่งได้แค่ตรงนี้ เข้าไปไม่ได้
หันซ้ายหันขวา มองไปทางไหน ก้อไม่มีคราาาาาย
สรุปคือ ไม่มีแม้แต่คนเดียวมาส่งปอเลย...
ยืนดูคนอื่นเค้าร่ำลากัน หึหึ
ไม่เป็นไร ดีแล้ว ทำใจแล้ว น้อยใจเล็กๆ

ขณะที่จะเข้าประตูไป เข้าไปสวมกอดคุณแม่ร่ำลา เหลือบไปเห็นคุณพ่อ
ปอพลันร้องไห้ขึ้นมาทันที เลือดลมมันพุ่งขึ้นหน้า หายใจไม่สะดวก
คุณพ่อเค้าตาแดงคับ (ไม่ได้เป็นโรคอะไรนะ) ปอเหลือบไปเห็นคราบตาที่แก้มคุณพ่อคับ
ไม่เคยเห็นคุณพ่อเค้าร้องไห้มาก่อนเลย
ว่าจะไม่ร้องไห้แล้วเชียว ไม่รู้ทำไม แค่เห็นคุณพ่อร้องไห้มันก้อรู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาแล้ว
แต่ก้อกลั้นน้ำตาไว้ แอบหันหลังไปเช็ดน้ำตา ไม่ได้เดี๋ยวเสียฟอร์มหมด

ผ่านด่านตรวจไปน้ำตายังไหลอยู่เลย ไม่ไหว
ขอตัวไปเข้าห้องน้ำหน่อยนะ
ปอ.... อย่าร้องไห้ดิ
เตือนตัวเองอีกที เหอๆๆ
ผ่านด่านตรวจพาสปอร์ตไป ก้อเป็นร้านค้าขายของนำเข้าที่ไม่คิดภาษี
ช่วงนี้มีเวลาเหลืออยู่ เปิดโอกาสให้ซื้อของฝากของกินได้ แต่ไม่มีอารมซื้อเลย
ได้แต่นั่งเหมอมองออกไปนอกหน้าต่าง
นั่งดู เครื่องบินบินออก เครื่องบินร่อนลง เครื่องเทียบท่า รอขึ้นเครื่องบิน
และแล้วก้อได้เวลาขึ้นเครื่อง มีตรวจกระเป๋าสพาย พาสปอร์ต และตั๋วอีกรอบ
ข้อควรรู้ อย่าพกกรรไกร กรรไกรตัดเล็บ หรือของมีคมใดๆขึ้นเครื่องนะครับ
เขากลัวคนเอามีดโกนหนวดปล้นเครื่องบินน่ะ หุหุ



กึง ครืนครืนครืน ตรืออออ เสียงเครื่องยนต์เริ่มทำงาน
ดูคู่มือนิรภัย คาดเข็มขัด เตรียมพร้อมให้เรียบร้อย..9
ล้อวิ่ง..8..เคลื่อนเครื่องเข้าสู่ลานบิน..7..
มีตัวเลขบอกระยะทางอยู่ที่ด้านข้าง..6..
5..ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ..4..  
...3..2..1..
แล้วล้อก้อพ้นจากผิวสัมผัสของพื้นที่ขรุขระ
นี่น่ะหรือความรู้สึกของนกที่กำลังบิน เอนซ้าย แกว่งขวา ก่อนที่เครื่องจะเข้าสู่สภาพสมดุล
อืมม์ ภาพบ้านจากมุมสูง เป็นกล่องๆเรียงกัน
พลอยทำให้เห็นทัศณียภาพอันน่าอัศจรรย์ ไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์จะสร้างบ้านเรือนจนมีอณาเขตขนาดนี้
กรุงเทพดูไปก้อไม่ได้เละเทะไม่เป็นระเบียบอะไรนัก สวยงามด้วยซ้ำ ความไม่ลงตัวที่ลงตัว
เครื่องบินไต่ระดับสูงขึ้นทีละน้อย หูเริ่มอื้อ เพราะความดันที่เปลี่ยนไปของความสูง
บ้านขนาดคนเข้าไปอยู่ได้ ก้อกลายเป็นจุดเล็กๆหลังคาสีแดงเหมือนมด
สุดท้ายทุกอย่างก้อกลายเป็นสีขาวโพลน ที่ท้องฟ้าเหนือเมฆนั่นเอง
......
ลาก่อนกรุงเทพ
ลาก่อนไทยแลนด์
ลาก่อนทุกคน
.
.
.
.
.
.
.
ยังไม่จบนะ ปอยังต้องเดินทางต่อไป พูดเหมือนจะจบเลยเรา
สภาพในเครื่อง ดูดีน่าอยู่
ห้องน้ำหรูหรา น่าเข้า ถึงมันจะแคบไปนิด
แต่ที่น่าตกใจคือ เดี๋ยวนี้มีทีวีจอแบนติดอยู่ที่ด้านหลังของที่นั่งทุกตัวด้วย
สุดยอดดดดด ไฮเทคจาาาาาาง
สงสัยปอจะตกยุค ฮิฮิ
ตัวโปรแกรมที่ใช้กะทีวีก้อดีมากๆ เรียกว่าเกือบทุกอย่างที่ต้องการ
มีคนบอกว่าให้เอาหนังสือไปอ่านด้วยเดินทางไกลเดี๋ยวจะเบื่อมาก
แต่โปรกรมตัวนี้มีทั้งหนัง ทั้งรายการเกมโชว์ วาไรตี้ เพลงสากล เกมให้เล่น หรือแม้แต่ช่องกีฬา
คือตัวรีโมทที่ใช้กดเป็นแบบคอนโทรลเลอร์ ใช้เล่นเกมได้ เกมก้อไม่ใช่มีเกมเดียวซะด้วย
หนังที่ให้ดูมีทั้งแบบเอเชี่ยน และหนังฮอลิวูด เป็นหนังค่อนข้างใหม่ อย่างเรื่องมีนเกิร์ล หรือเชร็คสอง
มีเอนเตอร์เทนเม้นครบครันไม่ต้องเอาหนังสือไปก้อได้

การเดินทางที่ยาวไกลยิ่งนัก ไกลกว่าพระถังซังจั๋งเดินไปชมพูทวีปซะอีก
เดินทางจากกรุงเทพต้องแวะพักที่ไทเปประเทศไต้หวันก่อน
แปลกใจเล็กน้อยที่แอร์เป็นคนไต้หวัน นึกว่าแอร์ไทยซะอีก
สั่งอาหารม่ายรู้เรื่องง่ะ  
สุดท้ายได้มัสหมันเนื้อมากิน เสิร์ฟพร้อมผลไม้ตามฤดูกาล ขนมปังทาเนย และเลมอนเยลลี่
ถึงไทเปประมาณ 17.00 ใช้เวลาเดินทางประมาณสามชั่วโมงกว่า
เครื่องจะออกบินต่อเวลา 18.40 แต่ต้องไปรอขึ้นเครื่องก่อนตอนหกโมงเย็น
เลยมีเวลาหนึ่งชั่วโมงให้ช้อบปิ้ง แต่ว่าขอนั่งพักเฉยๆดีกว่า
รู้สึกเหนื่อย ง่วง (ดันมัวแต่ไปดูหนัง เอิ้ก)
ประหยัดตังดีด้วย

อ้ะ!!! นั่นใครน่ะ ว้าวน่ารักจัง
สาวไต้หวันน่ารักอย่างงี้นี่เอง ฮุ้ๆๆ
ชื่นตาหายเหนื่อยไปชั่ววูป

ระหว่างนั้นก้อได้พูดคุยกะคนไทยด้วย
เธอก้อไปเรียนเหมือนกัน เธอเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน แต่ไม่ใช่เอเอฟเอสนะ อีเอฟเอสตังหาก
อายุน้อยกว่าผมอีก แถมเดินทางคนเดียว
เก่งจัง
แต่เธอลืมพาสปอร์ตไว้ที่ร้านขนม เกือบไป
เก่งแต่สะเพร่า อิอิ
ผมลืมถามชื่อน่ะ เลยอดเอาชื่อมาฝาก แหะๆ

จากไทเปเดินทางกันต่อไปที่ ลอสแอนเจลิส ประเทศอเมริกา
อ๋า แอร์เป็นคนไต้หวันอีกแย้ว แย่จัง
แต่แอร์สวยให้อภัย
ถึงที่นู้นประมาณบ่ายสองกว่าๆของวันที่สิบสี่ เหอๆๆๆ ออกจากไทเปหกโมงสี่สิบตอนเย็นของวันที่สิบสี่อะนะ
บินไปบินมา ทำไมยังอยู่วันเดิมอยู่เลย เริ่มงง
ช่างเป็นวันที่ยาวนานเหลือเกิน ปวดแขนปวดขา ปวดไหล ปวดไปหมด นอนเกือบตลอดเลย
ใช้เวลาเดินทางประมาณสิบสองชั่วโมงจากไทเปถึงลอสแอนเจลิส
ที่นี่เองที่ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง
หว่า ได้ยินว่าคนตรวจเข้มมาก เพราะพึ่งผ่านเหตุการณ์911 เครื่องบินพุ่งเข้าชนตึกเวิร์ลเทรด
ไอ้บินลาเดนเฮงซวยเอ้ย แต่ผมชอบ หมั่นไส้อเมริกาวางก้าม
ที่ด่านจะมียามคอยไล่คนให้ต่อแถวดีๆ เพราะว่าคนเข้าเมืองเยอะมากๆ
แถวก้อเคลื่อนช้า ตรวจเข้มๆ
ยืนรออยู่เกือบสองชั่วโมง ถึงจะไปเจอคุณคนตรวจคนเข้าเมือง
เอาละฟะ อย่ากัดผมน๊า ผมกัว
"คุณมานี่เพื่อจุดประสงค์อะไร" จ่าถาม (จิงๆเป็นภาษาอังกิด)
"มาเรียนคับ" ผมตอบ
แสกนลายนิ้วมือถ่ายรูป
จบ
อะไรง๊า ไหนว่าโหดไง ไรง๊าาาาาาา

เสร็จแล้วไปรับกระเป๋า ที่สายพาน
ขนกระเป๋าผ่านด่านตรวจเพื่อดูว่ามีอาหารมารึป่าว
แต่เค้าไม่ได้เช็ค สงสัยเบื่อแล้วขี้เกียจ
ผ่านฉลุย นำกระเป๋าไปต่อที่ baggage connection เพื่อส่งกระเป๋าไปที่อินเดียน่า จุดหมายปลายทาง
จุดนี้เขาจะตรวจกระเป๋าอีกทีแต่ไม่ได้ใช้เอ็กส์เรย์แล้ว ใช้วิธีสุ่มเปิดกระเป๋าเอา
ถ้ากระเป๋ามีล็อคให้ปลดล็อดเอาไว้ ไม่งั้นเค้าจะทำลายล็อคทิ้ง
มีการใช้ไม้ทุบอย่างแรงไปที่กระเป๋าด้วย ไม่ควรใส่โน๊ตบุ๊ตหรือกล้องดิจิตอลเอาไว้นะจ๊ะ
เรียบร้อย เครื่องออกเที่ยวต่อไปอีกตั้งแปดชั่วโมงแน่ะ ออกตอนเที่ยงคืน
ว่างเยอะ อย่างงี้ต้องซื้ออาหารกินซะหน่อย
มื้อแรกที่อเมริกาครับ เจ็ดเหรียญสำหรับซูชิหกคำ หนึ่งเหรียญห้าสิบเซ็นสำหรับโค้ก (8.50$=350บาท)
แพง จนต้องใช้เวลากินหลายชั่วโมง หุหุหุ
เดินเล่นในสนามบินอีกหน่อย สัมผัสอากาศคลื่นลมเย็น

ในที่สุดก้อเดินทางถึงที่หมาย เมืองอินเดียนน่าโปลิส รัฐอินเดียนน่า
จากลอสแอนเจลิสถึงอินเดียนน่า ใช้เวลาประมาณห้าชั่วโมง
ถึงเวลา 06.00 am 15 Sep 2004
รวมเวลาเดินทางจางกรุงเทพถึงอินเดียน่าโปลิส ทั้งสิ้น ยี่สิบเก้าชั่วโมง...

สำหรับตอนนี้ ปอสบายดี เรียบร้อยดีทุกอย่าง
ขาดก้อแต่ผ้าห่ม ตอนกลางคืนหนาวมาก ไม่ได้ขนไปผ้าห่มมันหนัก
การสื่อสารก้อยังไม่ได้เรื่องอยู่
หวังว่าคงจะปรับตัวได้
และนี่เป็นที่อยู่ของตอนนี้คับ
I-House room 210A, 340 Limestone St., Indianapolis, Indiana 46202.
ว่างๆก้อ ส่งจดหมาย ส่งของ  หรือแวะมาเยี่ยมเยียนกันก้อได้นะ
ถ้าส่งผ้าห่มมาให้ก้อดีนะ เย้วววววว
หรือจะโทรมาคุยกันก้อได้ (เล็งเวลาดีๆล่ะ)
Tel. (317) 583 82XX
เหงามากฮะ คุยกะใครไม่ค่อยได้ ไม่เข้าใจมุขตลกฝรั่งอะ
แง๊

ยังไงผมก้อเดินทางโดยสวัสดิภาพแล้วหนิเนอะ
คิดถึงทุกคนคับ
โชคดีๆ
บ๊ายบายยยยยยยยยยยยยยย ^-^

| | ตอนถัดไป >>